|
บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับประเทศในเขตเมืองร้อนอย่างประเทศไทย จากการที่ได้ไปเห็นการใช้ไอน้ำมาสร้างไอหมอก ในสหรัฐอเมริกา ทุกวันนี้จึงได้เห็นพัดลมไอน้ำที่ช่วยบำบัดความร้อนภายนอกอาคารอย่างแพร่หลายมีส่วนช่วยบรรเทาความร้อนระอุจากแสงแดดที่แผดกล้าได้ไม่น้อยเลยทีเดียวคุณนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการบริษัท ผู้จุดประกายความคิดของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ ยอมรับว่ายังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงและพัฒนาอีกมากดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญในเรื่องของนวัตกรรมโดยกำหนดให้เป็น วิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรที่จะมุ่งไปด้วยกัน และจากการลองผิดลองถูกมาระยะหนึ่ง คุณนพชัยจึงมีแนวคิดที่ตกผลึกสำหรับเรื่องนวัตกรรมบนพื้นฐานความเป็นจริงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
สมัยแรกๆ พอพูดถึงนวัตกรรมก็จะนึกถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่สร้างความแตกต่างให้ตลาด สิ่งนี้คือโจทย์แรกของมาสเตอร์คูลซึ่งตอนนั้นนี่คือสิ่งที่ลูกค้ามองว่าผลิตภัณฑ์เราเป็นนวัตกรรม พอทำธุรกิจไปเรื่อยๆ พบว่าจริงๆ แล้วนวัตกรรมมันลงไปถึง Business Model และ Business Process คือเรื่องวิธีการใหม่ๆ ที่จะมาปรับปรุงองค์กรให้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด คือมองอะไรให้แตกต่างไม่ใช่แค่การปรับปรุงทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น อย่างที่ญี่ปุ่นจะเห็นเลยว่ามีการสร้างนวัตกรรมตลอดเวลา จนดูเหมือนกลายเป็นวัฒนธรรม คือจะพยายามสร้างความแตกต่างในทุกเรื่องเพื่อมานำเสนอเป็นนวัตกรรมต้องบอกว่าญี่ปุ่น เรื่องการคิดนอกกรอบนี่เป็นตั้งแต่เด็กเลย วิธีคิดเป็นแบบ Innovator เหมือนนักประดิษฐ์ ผมคิดว่านวัตกรรมมันต้องมาจาก Innovator ซัมซุงก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์คือมีความกล้าในการทำอะไรที่แตกต่าง ไม่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยี ปัญหาของเทคโนโลยี เป็นปัญหาที่ R&D ต้องหาทางแก้ไข จึงได้สินค้าที่โดนใจ ฉีกมุมออกมาเลย ทางยุโรปก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมเหมือนกัน เช่น อิตาลี คือทุกคนที่ทำเพื่อต้องการให้มันแปลกแตกต่างไม่ใช่แค่ Copy และต้องตอบโจทย์ตลาดได้ สำหรับสังคมไทย แม้จะดูเหมือนว่าเด็กรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนให้มีแนวคิดเชิงนวัตกรรมมากขึ้นไม่เหมือนเด็กรุ่นเก่า การเรียนการสอนก็เริ่มเป็นแบบบูรณาการเด็กก็เริ่มมีความคิดเห็นได้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ เด็กบ้านเราจับจด ความเห็นผมคืออะไรก็ตามที่เราทำ มันมีแก่นกับเปลือก วันนี้จะเห็นว่าสิ่งที่เด็กทำอยู่เด็กจับแต่เปลือก เขาไม่ได้จับแก่น ผมว่าคนไทยเป็นคนที่มี Creative ไอเดียดียกตัวอย่างเช่น เรื่องการทำโฆษณาไอเดียคนไทยดีมาก สังเกตได้อย่างหนึ่งคือ โฆษณาเป็นเรื่องที่ใช้จินตนาการซึ่งคนไทยเก่ง มีความคิดสร้างสรรค์แต่จับต้องไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดความแข็งแรงอย่างยั่งยืนเรื่องแบบนี้เรายังไม่เก่ง วันนี้เราอาจต้องยอมรับว่าถ้าเราไม่เก่งเรื่องนี้ก็น่าจะเริ่มที่การต่อยอด ประเภทคิดทำอะไรใหม่แตกต่างเลยนี่ผมว่ายาก วัฒนธรรมเราไม่เอื้อ เพราะสังคมไทยผู้น้อย ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ คิดอะไรแตกต่าง ผู้ใหญ่มักไม่ค่อยรับฟังมันก็ปิดวิธีคิดไปโดยปริยาย ในความเป็นจริงของธุรกิจพอพูดถึงนวัตกรรมก็มีปัญหาตามมาหลายเรื่อง ถึงแม้ว่าเราจะมีคนกล้าคิด แต่พอลงมือทำมันไม่ง่าย มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง รวมทั้งความเสี่ยงขององค์กร โดยเฉพาะ SMEs เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก การปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามมันเป็นต้นทุนทั้งนั้น วันนี้เราพยายามตอบโจทย์ลูกค้า แต่พอเดินไปถาม ลูกค้าก็ตอบไม่ได้ หันไปมองดูวิธีคิดของโซนี่ ก็พบว่าเขา ไม่เคยถามความต้องการของลูกค้าเลย คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจ แล้วช่วยกันคิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา สำหรับมาสเตอร์คูล บทเรียนที่เราลองผิดลองถูกมาเราคงไม่พูดว่าจะทำนวัตกรรมทั่วทั้งองค์กร แต่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ R&D ซึ่งมีความเป็นนักวิจัยมากกว่า Innovator มีโจทย์ที่ชัดเจนให้คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ต้นทุนลดลง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่บอกว่าชอบสินค้าของเรา แต่ไม่ควรแพงขนาดนี้ หรืออาจทำให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งด้วยกระบวนการวิจัยต้องใช้เวลานานมาก ผมก็บอกพวกเขาว่าให้ลองผิด ลองถูกกันไปมีงบประมาณให้ สร้างแนวคิดว่าปัญหาไม่ใช่ความผิด เปิดรับความคิดใหม่ๆ แล้วก็กระตุ้นด้วยการให้รางวัลหรือยกย่องชมเชยเช่น ถ้าใครสามารถคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาได้ บริษัทก็จะ ให้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกับบริษัทด้วย เป็นต้น นอกจากนั้น บริษัทจะมีอีกหน่วยงานหนึ่งที่ดูแลเรื่องการปรับปรุงและพัฒนาองค์กร เรียกว่า Efficiency Improvementซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมขององค์กร เราจะสื่อสารว่าที่นี่ไม่มีผิด เรายอมให้พนักงานเสี่ยง ใช้คำว่า “ปัญหาไม่ใช่ความผิด” ใครมีอะไรใหม่ก็เสนอมา ถ้าทำให้พนักงานเชื่ออย่างนี้ได้ ก็จะเริ่มเปิดมุมมอง กล้าคิดในเชิงนวัตกรรมมากขึ้น ก็เป็นการแบ่งหน้าที่ชัดเจน R&D ดูในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วน Efficiency Improvement ดูเรื่องการพัฒนาองค์กร ผมพูดเสมอว่าอยากให้มีคู่แข่งเข้ามามากๆ ตอนนี้มาสเตอร์คูลครองตลาด 95% เรื่องนี้ต้องบอกว่าวิธีคิดของต่างชาติกับเราต่างกันมาก ตอนที่ไปดูงานที่ฝรั่งเศส ผู้แทนจำหน่ายพาไปพบคู่แข่ง ซึ่งปรากฏว่าเขาเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างแล้วก็ยังบอกว่าชิ้นส่วนบางอย่างมีต้นทุนสูง ถ้าเราทำได้ถูกกว่าก็ให้นำมาเสนอ วิธีคิดของเขาก็คือ รู้เท่าๆ กัน แล้วแต่ใครจะคิดได้ดีกว่ากัน อย่างตอนนี้ เราก็ส่งชิ้นส่วนบางอย่างให้ ต่างคนต่างมีแบรนด์เป็นของตนเอง แต่ก็ทำให้ต้นทุนทั้งคู่ถูกลงด้วยความร่วมมือกัน ในเมืองไทยคงใช้ไม่ได้ ที่เราทำได้ถูกกว่าแล้วจะไปทำให้คู่แข่งลดต้นทุนไปด้วย เรามีประชุมกันทุกเสาร์แรกของเดือน มาร่วมกันดูสถานภาพการดำเนินการทางธุรกิจด้วยกันว่า เดือนที่ผ่านมาเราทำอะไร เป็นอย่างไร เดือนหน้ามีแผนอะไร มีปัญหาอะไรที่ต้องมาร่วมกันคิด ผมก็จะเล่าเรื่องต่างๆ ที่ได้ไปเห็น ได้อ่านให้พนักงานฟัง ปีนี้อาจเริ่มให้เขาเล่าให้ฟังบ้าง เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้
|