เคล็ดไม่ลับ 9 วิธีนอนอย่างมีสุขภาพดี

เคล็ดไม่ลับ 9 วิธีนอนอย่างมีสุขภาพดี

เคล็ดไม่ลับ 9 วิธีนอนอย่างมีสุขภาพดี

‘การนอน’ ถือ เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดเป็นการทำให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลายและซ่อม แซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ คนเรานั้นใช้เวลานอนหลับ 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามร่างกายของแต่ละคนต้องการระยะเวลาในการพักผ่อนแตกต่างกัน บางคนนอนไม่กี่ชั่วโมง ตื่นมาก็รู้สึกสดชื่น บางคนหลับหลายชั่วโมงก็เหมือน นอนไม่เต็มที่ แล้วนอนเท่าไหร่จึงจะดีต่อสุขภาพ

นอนอย่างไรถึงจะเรียกว่าเต็มอิ่ม แล้วนอนแบบไหน ถือเป็นปัญหาลองมาดูกันดีกว่าว่า ‘นอน’ แบบไหน ดีต่อสุขภาพ

ความต้องการที่แตกต่าง

ในร่างกายของเราจะมี นาฬิกาการนอน (circadian rhythms) อยู่ในตัวไว้คอยปรับเวลาในการนอนหลับ ซึ่งมีสารสื่อประสาทที่สำคัญหลายตัวที่คอยควบคุมการนอนหากรู้จักการปรับ เวลาในร่างกายก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความผิดปกติของการนอนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอาการนอนไม่หลับ (Insomnia)

มีการศึกษาวิจัยในต่างประเทศพบว่า คนที่นอนน้อยกว่า 4 ชม. หรือนอนมากกว่า 10 ชม. ต่อคืน เป็นกิจวัตรมีอายุสั้นกว่าคนที่นอนหลับปกติและคนที่นอนหลับไม่เพียงพอนานๆ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในอนาคตมากขึ้น เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง เด็กในวัยเจริญเติบโตที่นอนดึกตื่นเช้าเป็นประจำจะตัวเล็ก โตช้ากว่าเด็กที่นอนหลับสนิทเพียงพอเพราะฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต (Growth Hormone) จะหลั่งได้เต็มที่ขณะหลับลึก ดังนั้น จึงควรให้เด็กนอนเพียงพอ และไม่ปลุกขณะหลับสนิท

การนอนมีระยะ การนอนสามารถแบ่งได้ง่ายๆ เป็น 2 ระยะ คือ

1. ระยะคลื่นสมองช้า ?

  • หลับตื้นเป็นช่วงเริ่มง่วง คลื่นสมองจะเริ่มช้าลง ยังรู้สึกตัวอยู่จะมีการหลับๆ ตื่นๆ
  • หลับลึก เริ่มมีการกรน กัดฟัน ฯลฯ
  • หลับลึกมาก หลับลึกมากสุด กำลังเข้าสู่ระยะฝัน

2. ระยะฝัน

เป็นระยะที่ร่างกายทุกส่วนหยุดการเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การฝันจะเกิดเป็นวงจร หมุนเวียนไปตั้งแต่การหลับในระดับตื้นๆ จนถึงหลับลึกและฝัน (ประมาณ 45 นาที) ซึ่งช่วงระยะฝันนี้จะมีช่วงเวลายาวมากที่สุด คือ ช่วงเช้ามืด ทำให้จำความฝันได้

บางครั้งเมื่อตื่นขึ้นจากฝันเราอาจขยับตัวไม่ได้ นั่นก็เพราะร่างกายหยุดการเคลื่อนไหวตามคำสั่งของสมอง จนรู้สึกเหมือนโดนผีอำ

สุขลักษณะการนอนที่ดี (Sleep hygiene)

  1. เลี่ยงงีบกลางวัน โดยเฉพาะช่วงเย็นไม่ควรนอนงีบเด็ดขาด (หากง่วงมากจริงๆ อาจงีบสั้นๆ ไม่เกิน 30 นาที)
  2. นอนก่อนเที่ยงคืน พยายามอย่าเป็นมนุษย์ค้างคาว ที่ต้องนอนดึกดื่น เที่ยงคืน เพราะจะทำให้รู้สึกเพลีย และอาจได้ขอบตาหมีแพนด้าเป็นของแถมด้วย ลองฝึกเข้าและตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวันเพื่อสร้างความเคยชินให้อยากนอนและ ตื่นเมื่อถึงเวลาควรลุกจากเตียงทุกเช้าในเวลาเดิมไม่ว่าจะเข้านอน เวลาใดก็ตาม (เพื่อปรับนาฬิกานอนของตนเอง)
  3. ปิดไฟก่อนนอน หลายคนชอบที่จะเปิดไฟ (หัวเตียง) ทิ้งไว้เวลานอน มันทำให้คุณรู้สึกสะดวกเวลาจะลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางดึก แต่แสงอย่างไรก็คือแสง นาฬิกาในร่างกายจึงไม่ปรับให้ร่างกายได้พักผ่อน (นอน)
  4. เงียบๆ สิดี ความเงียบและมืดอุณหภูมิที่พอเหมาะของร่างกายช่วยให้เกิดการหลับขึ้น จึงควรจัดบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสมและขจัดสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ออกไป
  5. อย่าดื่มกาแฟก่อนนอน เพราะในกาแฟมีสารคาเฟอีน ทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาหากคุณอยากดื่มกาแฟควรดื่มก่อนบ่าย 3 โมง (เพราะฤทธิ์คาเฟอีนในกาแฟจะอยู่ประมาณ 6 ชั่วโมง) หรือเปลี่ยนเป็นดื่มนมอุ่นๆ หรือน้ำผลไม้สักแก้วก่อนนอนจะดีกว่า
  6. อย่าติดหนังสือ บางครั้งการอ่านหนังสือก่อนนอนก็ทำให้เราหลับได้ แต่อยากจะบอกไว้ว่า ควรนั่งอ่านที่โซฟาจนกว่าจะง่วงแล้วจึงไปนอนที่เตีย
  7. อย่าเอางานเป็นหมอน ไม่ควรเอาเรื่องงาน หรือเรื่องเครียดๆ ไปนอนพร้อมกับเราด้วย (เพราะจะยิ่งทำให้นอนไม่หลับ) ควรทำการผ่อนคลายอารมณ์ก่อนที่จะเข้านอนสัก 1-2 ชั่วโมง เช่น นั่งสมาธิ ฟังเพลง เป็นต้น
  8. เลือกดูหนังสักหน่อย อย่าดูหนังบู๊ล้างผลาญ หนังผี หนังตื่นเต้น ก่อนนอนเด็ดขาดเลยนะคะเพราะจะทำให้คุณตื่นเต้น จนทำให้นอนไม่หลับ
  9. ออกกำลังกาย หลายคนมักคิดว่าออกกำลังกายก่อนนอนจะทำให้หลับสบาย แต่มันผิด เพราะร่างกายจะอ่อนเพลียแค่ช่วงที่เสร็จสิ้นการออกกำลังกาย แต่จะไม่รู้สึกอยากนอน และเมื่อได้นั่งพักหรืออาบน้ำร่างกายก็จะรู้สึกสดชื่น (จนไม่อยากจะนอน) ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรออกกำลังกายก่อน 4 โมงเย็น (15.00-17.00 น.) วันละ 1/2 ชม. ถึง 2 ชม. จะช่วยให้หลับเร็วตื่นเร็วการนอนอย่างถูกสุขลักษณะนอนอย่างเพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า พร้อมรับกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามา อย่าลืมว่าผิวพรรณสดใส และร่างกายที่แข็งแรงสามารถเริ่มต้นได้ด้วยตัวคุณเองที่มา : วารสารใกล้หมอ ปีที่ 30 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฎาคม 2549
มหกรรมลดทะลุพิกัด ครั้งที่ 17 @อิมแพค เมืองทองธานี

มหกรรมลดทะลุพิกัด ครั้งที่ 17 @อิมแพค เมืองทองธานี

มหกรรมลดทะลุพิกัด ครั้งที่ 17 @อิมแพค เมืองทองธานี

21 – 25 ธันวาคม 5 วันเท่านั้น ที่ IMPACT เมืองทองธานี Hall 5 – 8
มอบส่วนลดด้วยใจ ลดใหญ่ส่งท้ายปี ลดสูงสุด 80% กับสินค้ากว่า 1 ล้านรายการ

มหกรรมลดทะลุพิกัด รวบรวมสินค้าหลากหลายแบรนด์ชั้นนำกว่าล้านรายการ จากห้างสรรพสินค้า และร้านค้าชั้นนำในศูนย์การค้ามาลดราคา อาทิ เครื่องเสียง – เครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้าน เครื่องนอน เครื่องครัว อุปกรณ์เครื่องมือสำหรับช่าง เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ชั้นนำ ทั้งผู้ชาย – ผู้หญิง อุปกรณ์กีฬา รองเท้า เสื้อผ้ากีฬา นอกจากนี้ยังมีโซนอาหารแสนอร่อย และอื่นๆ อีกมากมาย ช้อปกันให้เพลินกับโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำ พิเศษสุดๆ กับช่วงเวลาแห่งการช้อปปิ้งสินค้า Super Shock Price ลดต่ำกว่าทุนทุกวัน 3 รอบ/ วัน ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน กับสินค้าไฮไลท์ราคาพิเศษสุดๆ เมื่อช้อปภายในงานลุ้นทุกวันกับของรางวัลมากมายภายในงาน พร้อมพบกับบูทพัดลมไอเย็นมาสเตอร์คูลที่ขนสินค้ามากันเต็มอัตรากับโปรโมชั่นสุดพิเศษ

มหกรรมลดทะลุพิกัด ครั้งที่ 17

มหกรรมลดทะลุพิกัด ครั้งที่ 17 @อิมแพค เมืองทองธานี
IMPACT เมืองทองธานี Hall 5-8 , นนทบุรี
21 ธันวาคม 2559 – 25 ธันวาคม 2559

☆M Card ลดเพิ่ม 12.5%☆  เมื่อใช้คะแนนเท่ากับยอดซื้อ

พิเศษ เฉพาะสมาชิก M Card
☆ รับเพิ่มทันที่ สูงสุด 5,000 บาท☆ เมื่อช้อปครบตามกำหนด
☆ ลุ้นทุกวัน รวมมูลค่า 2 แสนบาท☆ เมื่อช้อปครบทุก 1,000 บาท
☆ ลุ้นคูปองส่วนลดเงินสด มูลค่า 10,000 บาท วันละ 4 รางวัล
☆ รับคืนรวมสูงสุด 21%☆ และผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
☆ พบกับสินค้า SUPER SHOK PRICE สินค้าลดต่ำกว่าทุนทุกวัน 13.00 น. / 16.00 น. / 19.00 น.
☆ พิเศษ!! ลดแรง ทุกวัน ทุกรอบ  ข้าวสาร 1 กิโลกรัม ในราคา เพียง 9 บาท
☆ พบกับบู้ทรวมใจ พลังไทย ช่วยชาวนา ขายข้าวถึงมือผู้บริโภคโดยตรงภายในงาน
☆ พิเศษสุด!! คืนภาษีให้นักช้อป เมื่อช้อปสินค้าภายในงาน รับสิทธิ์หักลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง

21-23 ธันวาคม 2559: เวลา 11:00-22:00 น.
24-25 ธันวาคม 2559: เวลา 10:30-22:00 น.

ช้อปมาสเตอร์คูลช่วยชาติ ซื้อพัดลมไอเย็นทุกรุ่น เครื่องล้างผักและผลไม้โอโซน เครื่องกำจัดกลิ่นรองเท้า ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาไม่เกิน 15,000.-

ช้อปมาสเตอร์คูลช่วยชาติ ซื้อพัดลมไอเย็นทุกรุ่น เครื่องล้างผักและผลไม้โอโซน เครื่องกำจัดกลิ่นรองเท้า ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาไม่เกิน 15,000.-

ช้อปมาสเตอร์คูลช่วยชาติ ซื้อพัดลมไอเย็นทุกรุ่น เครื่องล้างผักและผลไม้โอโซน เครื่องกำจัดกลิ่นรองเท้า

กับโปรโมชั่นพิเศษเดือนแห่งความสุข “ช้อปมาสเตอร์คูลช่วยชาติ …เย็นรับปีใหม่กับ masterkool.com”

ช้อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดากับมาสเตอร์คูล เพียงซื้อพัดลมไอเย็น เครื่องล้างผักและผลไม้โอโซน เครื่องกำจัดกลิ่นรองเท้า
*ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมไม่เกิน 15,000.-

พิเศษต่อที่ 2
รับหลอดไฟ LED ฟรีทันที 1 หลอด (สำหรับพัดลมไอเย็นรุ่น MIK-35EX, พัดลมไอเย็นรุ่น MIK-70EX รับฟรีทันที 2 หลอด)

พิเศษต่อที่ 3
เมื่อซื้อสินค้ามาสเตอร์คูลครบ 3,000 บาท ฟรี กระเป๋ามาสเตอร์คูล 1 ใบ
เมื่อซื้อสินค้ามาสเตอร์คูลครบ 6,000 บาท ฟรี กระเป๋ามาสเตอร์คูล 1 ใบ + ร่มมาสเตอร์คูล 1 คัน
เมื่อซื้อสินค้ามาสเตอร์คูลครบ 10,000 บาท ฟรี พัดลมไร้ใบ 1 เครื่อง
เมื่อซื้อสินค้ามาสเตอร์คูลครบ 15,000 บาท ฟรี เครื่องล้างผักและผลไม้โอโซน 1 เครื่อง

** ของสมนาคมรับสิทธิ์ 1 ใบเสร็จ / 1 รายการเท่านั้น

ช้อปมาสเตอร์คูลช่วยชาติ ซื้อพัดลมไอเย็นทุกรุ่น เครื่องล้างผักและผลไม้โอโซน เครื่องกำจัดกลิ่นรองเท้าโอโซน

** สิทธิพิเศษ เมื่อซื้อผ่าน masterkool online เท่านั้น **

วันรัฐธรรมนูญ

วันรัฐธรรมนูญ

วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี

รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ
วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย

ประวัติความเป็นมา

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ

อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร

จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเด และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว” สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ

  • พระมหากษัตริย์
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • คณะกรรมการราษฎร
  • ศาล

ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งหมด 19 ฉบับ

รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” จากนั้น ราชอาณาจักรไทย ก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาตามลำดับ ดังนี้

  1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (27 มิถุยายน – 10 ธันวาคม 2475)
  2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (ไทย) พุทธศักราช 2475 (10 ธันวาคม 2475 – 9 พฤษภาคม 2489) ถูกยกเลิกเพราะล้าสมัย
  3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (9 พฤษภาคม 2489 – 8 พฤศจิกายน 2490) ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร
  4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญตุ่มแดง หรือ รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม (9 พฤศจิกายน 2490 – 23 มีนาคม 2492)
  5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 (23 มีนาคม 2492 – 29 พฤศิกายน 2494) ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร
  6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 (8 มีนาคม 2495 – 20 ตุลาคม 2501) ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ
  7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 (28 มกราคม 2502 – 20 มิถุนายน 2511)
  8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 (20 มิถุนายน 2511 – 17 พฤศจิกายน 2514) ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ
  9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (25 ธันวาคม 2515 – 7 ตุลาคม 2517)
  10. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (7 ตุลาคม 2517 – 6 ตุลาคม 2519) ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
  11. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (22 ตุลาคม 2519 – 20 ตุลาคม 2520)
  12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 (9 พฤศจิกายน 2520 – 22 ธันวาคม 2521)
  13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (22 ธันวาคม 2521 – 23 กุมภาพันธ์ 2534) ถูกยกเลิกโดยคณะ รสช.
  14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 (1 มีนาคม – 9 ตุลาคม 2534)
  15. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (9 ธันวาคม 2534 – 11 ตุลาคม 2540) ถูกยกเลิกหลังตรารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
  16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ฉบับประชาชน (11 ตุลาคม 2540 – 19 กันยายน 2549) ถูกยกเลิกโดยคณะ คปค.
  17. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 (1 ตุลาคม 2549 – 24 สิงหาคม 2550)
  18. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (24 สิงหาคม 2550 – 22 กรกฎาคม 2557)
  19. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 (22 กรกฎาคม 2557-ปัจจุบัน)

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 19 ร่างโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชานุญาตและลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 131 ตอนที่ 55 ก และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายทันที แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งสิ้น 48 มาตรา

วันรัฐธรรมนูญ

สถาบันที่เกิดใหม่คือ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอำนาจทางนิติบัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งเมื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้วจึงมีผลบังคับได้ เหตุนี้ในระยะแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สภาผู้แทนจึงเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง ส่วนการใช้อำนาจตุลาการยังคงให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่แล้วพิจารณาพิพากษาคดี ให้เป็นไปตามกฎหมายได้ตามเดิม

กระทั่งถึง วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร ซึ่งมีหลักการต่างกับฉบับแรกในวาระสำคัญหลายประการ อาทิได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองเป็นผู้ใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี

ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งให้บริหารราชการแผ่นดิน แต่คณะรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทน รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมิได้ใช้แต่เพียงอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดินด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐบาลก็มีอำนาจที่จะยุบ สภาผู้แทนได้

หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์สำคัญ ของรัฐที่มีผลเท่ากับถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาเพื่อให้ราษฎร เลือกตั้งใหม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นั้นได้บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ดำรง อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้้

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเครื่องกำหนดระเบียบแบบแผนของสังคม เพื่อเป็นการระลึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรก อันเป็นฉบับถาวร และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ทางราชการจึงกำหนด วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญ

กิจกรรมวันรัฐธรรมนูญ

มีการจัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลอง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทุกปีสืบมา งานนี้เป็นงานพระราชพิธีและรัฐพิธีร่วมกัน และมีพิธีการวางพวงมาลาถวายสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และจะมีการประดับธงชาติบริเวณอาคารบ้านเรือน

มีการจัดงาน “เด็กไทย รักรัฐสภา” พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวแทนเยาวชนได้สัมภาษณ์ และแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

ภาพจาก http://click.senate.go.th/

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ศูนย์ข้อมูลนักการเมืองไทย
รัฐสภาไทย