เลือกหน้า
ประหยัดไฟฟ้าหน้าร้อนกับ MASTERKOOL

ประหยัดไฟฟ้าหน้าร้อนกับ MASTERKOOL

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ และสิ่งที่ตามมาจากหน้าร้อน นอกจากอากาศที่ร้อนแรงแล้ว รายจ่ายค่าไฟฟ้าก็มักจะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย กระทรวงพลังงาน มีวิธีการลดใช้พลังงานในช่วงหน้าร้อนนี้ เพื่อประหยัดพลังงาน และช่วยเซฟเงินในกระเป๋าด้วย เริ่มจากเครื่องปรับอากาศ ที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงสุด เพราทำความเย็นในบริเวณกว้างท่ามกลางอุณหภูมิสูง การเลือกเครื่องปรับอากาศ จึงต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ ควรเลือกระบบที่มี Inverter เพราะช่วยประหยัดไฟได้มาก

โดยก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศ มีเทคนิดง่าย ๆ เช่นควรเปิดห้องให้ระบายอากาศ 15 นาที ปิดช่องอากาศให้หมด ควรเปิดที่ 26-27 องศา และทุกองศาที่เพิ่มขึ้นนั้น จะจะช่วยลดใช้ไฟลงได้ 10% นอกจากนี้ควรนำสิ่งที่ทำความชื้น เช่น ตู้ปลา อ่างน้ำล้นออกจากห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ รวมถึงอุปกรณ์ความร้อน อาทิ กาต้มน้ำร้อน และเตาไฟฟ้าออกด้วย แค่นี้ก็ช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มที่ และจะช่วยลดค่าไฟ ในช่วงอากาศร้อนๆ เวลานี้อีกด้วย

แต่ถ้าอยากประหยัดสุดๆ เปิดแอร์ทั้งวันก็กระเป๋าตังแฟ่บเหมือนกัน ลองเปลี่ยนมาใช้พัดลมไอเย็น Masterkool กันไหมค่ะ เย็นประหยัดสู้โลกร้อนค่ะ

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

ช่วงนี้อากาศร้อนจัดกลับมาทำหน้าที่ประจำอีกครั้ง หลังพักร้อนสั้น ๆ ให้ความเย็นเข้ามาทำงานแทนได้แป๊บเดียว ชนิดที่ยังไม่ทันหนาวก็โบกมือบ๊ายบายกันเสียแล้ว อากาศแบบนี้กระทบต่อการใช้ชีวิตของคนทำงานไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความร้อนอบอ้าว รวมถึงคนที่ชอบออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ใช่แค่ทำให้เสื้อผ้าเปียกแฉะไปด้วยเหงื่อที่ทะลักทลายมากกว่าปกติ หรือผิวจะถูกเผาจนเปลี่ยนเป็นสีอื่น แต่ความร้อนน่ากลัวกว่านั้นเยอะ ถึงขนาดที่อาจจะคร่าชีวิตเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรค Heat Stroke หรือลมแดดมาบ้างแล้ว แต่รู้ไหมว่า โรคนี้ใกล้ตัวและอันตรายกว่าที่คิด แพทย์หญิงปานหทัย ทองมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า Heat Stroke เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากการควบคุมอุณหภูมิ (Thermoregulation) เสียไปจนทำให้อุณหภูมิแกน (Core temperature) สูงขึ้นและเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท

โดยปกติแล้วร่างกายจะมีการควบคุมอุณหภูมิแกน โดยผ่านสมดุลระหว่าง การสร้างความร้อน (Heat Production) จากเมแทบอลิซึมหรือระบบเผาผลาญในร่างกาย และจากการดูดซับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมกับ การกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย (Heat Dissipation) ผ่านทางการระเหยเป็นเหงื่อหรือลมหายใจ การแผ่รังสี การนำความร้อน และการพาความร้อน ในภาวะปกติทั้งสองด้านต้องทำงานกันอย่างสมดุลเพื่อกำจัดความร้อนก่อนจะถึงจุดที่เป็นอันตราย แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอุณหภูมิแกนสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ จะสูญเสียการทำงานจนเกิดความผิดปกติรวมทั้งระบบประสาทส่วนกลาง ก่อให้เกิดอาการสับสน กระวนกระวาย ซึม ชัก ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้เลย และจากสถิติอัตราการเสียชีวิตจาก Heat Stroke ก็ค่อนข้างสูงทีเดียว

ที่ผ่านมามีข่าวทหารเกณฑ์หรือนักกีฬาเป็น Heat Stroke กันบ่อย ๆ แต่ที่จริงแล้วคนทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนแก่ เด็กเล็ก คนอ้วน และคนที่อยู่ในภาวะร่างกายขาดน้ำ รวมถึงคนวัยทำงานที่ชอบออกกำลังกายหักโหมเกินไป ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ยิ่งช่วงหลังมานี้ ผู้คนเริ่มหันมาสนใจการออกกำลังกายมากขึ้น ทั้งเข้าฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้ง ไปร่วมงานวิ่ง ฯลฯ ยิ่งต้องระวังตัว เพราะในระหว่างออกกำลัง ร่างกายเราจะมีการสร้างความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น และหากไปอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงโดยเฉพาะร้อนชื้นด้วยแล้ว ระบบกำจัดความร้อนของร่างกายอาจจะทำงานไม่ทันจนทำให้เกิดอาการได้

วิธีสังเกตว่าลมแดดกำลังถามหาแล้วหรือยัง ดูได้จากอาการเตือนเบื้องต้น เช่น เป็นตะคริว รู้สึกหน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม หรือเริ่มเหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น หากมีอาการเหล่านี้แล้วไม่รีบพัก  สุดท้ายอาจจะกลายเป็น Heat Stroke แต่บางครั้งโรคนี้ก็มาหาแบบทันทีทันใดไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นป้องกันไว้ก่อนดีที่สุดด้วยวิธีง่าย ๆ ตรงไปตรงมา คือ ในเมื่อสาเหตุมาจากความร้อนก็ต้องหลีกเลี่ยงความร้อน พยายามอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ และไม่หักโหมหรือฝืนร่างกายจนเกินไป แต่หากบังเอิญเห็นใครมีอาการของโรค Heat Stroke ให้รีบปฏิบัติดังนี้

  • พาหลบไปอยู่ในที่ร่มหรือที่เย็นและมีอากาศถ่ายเทสะดวก
  • หาพัดลมมาเป่าเพื่อช่วยในการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • ถอดเสื้อแล้วเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อลดอุณหภูมิ
  • นำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

จำไว้ว่า ยิ่งลดความร้อนในร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดยิ่งสูงเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่อยากเผชิญหน้ากับโรคร้อนที่มาพร้อมกับอันตรายนี้ ก็ต้องรู้ลิมิตและประเมินตัวเองให้ดี ถ้าช่วงนี้ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ร่างกายไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งคิดไปออกกำลังกายหนัก ๆ เลย เชื่อเถอะว่ากันไว้ดีกว่าแก้

ที่มา: แพทย์หญิงปานหทัย ทองมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า

สงกรานต์นี้หนีรถติด ไปเส้นทางไหนดี?

สงกรานต์นี้หนีรถติด ไปเส้นทางไหนดี?

กรมทางหลวง แนะนำเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 พร้อมจัดทำ QR Code Scan สำหรับติดตามสภาพจราจรได้แบบเรียลไทม์

วันนี้ (5 เม.ย.2562) นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ระหว่างวันที่ 11 – 18 เมษายน 2562 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง กรมทางหลวงแนะนำเส้นทางการเดินทางในช่วงเทศกาลดังกล่าว ดังต่อไปนี้

กรุงเทพฯ – ภาคเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 32 ถนนสายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณฯ) – จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณฯ – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลก
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – ต่างระดับคลองหลวง (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – เชียงรากน้อย (ทางหลวงหมายเลข 3214) – ทางหลวงหมายเลข 347 จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข32 เข้าสู่ภาคเหนือ
เส้นทางที่ 5 จากกรุงเทพฯ ไป วงแหวนตะวันออก (ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9) – ต่างระดับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) – อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – ถนนโรจนะ (ทางหลวงหมายเลข 309) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 เข้าสู่ภาคเหนือ

กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน 1 ) – ต.ม่วงค่อม (ทางหลวงหมายเลข 205) – อ.ท่าหลวง (ทางหลวงหมายเลข 2256) – อ.ด่านขุนทด (ทางหลวงหมายเลข 2148) – อ.ขามทะเลสอ (ทางหลวงหมายเลข 2068) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 314 หรือ ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา

กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.ชลบุรี (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือมอเตอร์เวย์)
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.บางปะกง (ทางหลวงหมายเลข 34 ถนนบางนา-ตราด) จากนั้นมุ่งหน้า สู่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป อ.พนัสนิคม – จ.ชลบุรี (ทางหลวงหมายเลข 304)

กรุงเทพฯ – ภาคใต้

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ทางหลวงหมายเลข 35) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.สามพราน – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป ถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338 ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) – อ.นครชัยศรี –จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้จัดทำ QR Code Scan สำหรับติดตามสภาพจราจรได้แบบเรียลไทม์ สำหรับผู้เดินทางโดยสามารถสแกน QR Code ได้ที่ www.doh.go.th
สอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง ติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (Motorway) 1586 กด 7 และ ตำรวจทางหลวง 1193