เลือกหน้า
เตรียมตับแลบ! อุตุฯชี้ “21ก.พ.เข้าฤดูร้อน” กทม.เฉลี่ย 39 องศาฯ

เตรียมตับแลบ! อุตุฯชี้ “21ก.พ.เข้าฤดูร้อน” กทม.เฉลี่ย 39 องศาฯ

เตรียมตับแลบ! อุตุฯชี้ “21ก.พ.เข้าฤดูร้อน” กทม.เฉลี่ย 39 องศาฯ

อธิบดีกรมอุตุฯ เผย ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนของปี 2562 ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ และร้อนไปจนถึงเดือนพ.ค. อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 42-43 องศาฯยังไม่ทำลายสถิติที่แม่ฮ่องสอนทำไว้ “44.6 องศาเซลเซียส”
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาร่วมกับ เมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรี จัดงานแถลงข่าว “การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ.2562” โดย ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา โดยมีนายอำนาจ เจริญศรี นายอำเภอบางละมุง ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีกล่าวต้อนรับ และนายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยาเป็นผู้กล่าวแนะนำการท่องเที่ยวพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาของเมืองพัทยา ณ ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการประกาศ การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย โดยให้รายละเอียดว่า ฤดูร้อนของประเทศไทยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ไปจนถึงเดือน พฤษภาคม 2562 นับได้ว่าเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เผยแพร่ อินโฟกราฟิกระบุว่า พื้นที่ 7 จังหวัดที่เตรียมเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดที่สุดของประเทศ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ และกาญจนบุรี คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดจะอยู่ที่ 42-43 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่ทำลายสถิติ 44.6 องศาเซลเซียส ที่ จ.แม่ฮ่องสอน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมีนาคม ประเทศไทยตอนบนต้องระวังภัยจากพายุฤดูร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลายระลอก ทำให้มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนจะอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

“กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าวอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนจะอยู่ที่ 39 องศาเซลเซียส”

Masterkool แนะ 5 เรื่องต้องเช็ค ก่อนเดินทางไกล ช่วงปีใหม่นี้

Masterkool แนะ 5 เรื่องต้องเช็ค ก่อนเดินทางไกล ช่วงปีใหม่นี้

Masterkool แนะเรื่องต้องเช็คให้กับผู้ใช้รถยนต์ ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรถยนต์ของท่านให้พร้อมทุกการเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ปีใหม่ในช่วงเวลาที่ใครต่อใครต่างออกเดินทางกันในช่วงวันหยุดยาว หลายต่อหลายท่านเลือกการขับรถคู่ใจออกเดินทางทั้งกลับบ้าน หรือเดินทางท่องเที่ยว การตรวจเช็ครถให้พร้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะทั้งรถใหม่หรือรถเก่า ต่างต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาอยู่เสมอ และด้วยความห่วงใย Masterkool ขอแนะ 5 เรื่องต้องเช็คก่อนเดินทางไกล

  1. น้ำมันเครื่อง ควรได้รับการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพื่อเช็คความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น และสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยก็คือกำหนดการในการเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อถึงระยะที่กำหนด เพราะน้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  2. แบตเตอรี่ อายุการใช้งานทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละท่าน รวมถึงในปัจจุบันแบตเตอรี่มีหลากหลายรูปแบบทั้งที่ต้องคอยตรวจเช็คอย่างแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่น ซึ่งต้องมั่นตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่มาตรฐานอยู่เสมอ หรือแบตเตอรี่แบบแห้งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น เราอาจใช้วิธีการคอยมั่นตรวจเช็คสภาพโดยรวม และระยะเวลาการในใช้งานแบตเตอรี่ เพื่อเฝ้าระวังการเสื่อมของแบตเพื่อเปลี่ยนแบตลูกใหม่ให้พร้อมใช้งาน
  3. หม้อน้ำ เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องคอยตรวจเช็คอยู่เสมอเช่นกัน การหมั่นสังเกตอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นการสังเกตเกจ์วัดระดับความร้อนที่หน้าปัด หรือระดับน้ำในหม้อพักน้ำ ว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดความร้อนเกินขีดจำกัด ที่จะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ได้
  4. ยางและลมยาง เป็นสิ่งที่ควรหมั่นตรวจเช็คทุกสัปดาห์ ทั้งสภาพยางโดยรวม ระยะการใช้งาน รวมถึงสภาพดอกยาง และในเรื่องการเติมลมยางนั้น ควรเป็นไปตามคำแนะนำของรถในแต่ละรุ่น ซึ่งมีระบุไว้ที่บริเวณข้างประตู ทั้งนี้ในยามเดินทางการเติมลมยางควรมีการเติมไว้มากกว่าระดับปกติเพื่อการบรรทุก ซึ่งที่บริเวณข้างประตูของรถยนต์แต่ละรุ่นก็มีระบุไว้แล้วอย่างชัดเจน
  5. เบรก อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ควรหมั่นสังเกตและคอยดูแล ว่าผ้าเบรกหมดหรือไม่ มีความผิดปกติหรือเสียงที่ผิดแปลกไปในระบบเบรกหรือไม่ ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบนำรถยนต์ไปตรวจสอบหาสาเหตุพร้อมแก้ไขในทันที

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหลักๆ ที่ไม่ควรละเลย เพื่อตรวจเช็คให้รถยนต์มีความพร้อมที่สุดในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่สูงสุดของรถยนต์

พัดลมไอเย็น VS พัดลมไอน้ำ แตกต่างกันอย่างไร?

พัดลมไอเย็น VS พัดลมไอน้ำ แตกต่างกันอย่างไร?

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของ “พัดลมไอเย็น” กันมาบ้างแล้วว่าคืออะไร มีลักษณะที่แตกต่างไปจากพัดลมทั่วไปอย่างไรบ้าง แต่ถ้าหากใครเคยได้ยินชื่อของ “พัดลมไอน้ำ” มาด้วยแล้วล่ะก็ อาจจะคิดว่ามันเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดเดียวกัน ต่างกันแค่เพียงชื่อ จนทำให้เกิดความสับสนในการเรียก ไปจนถึงความเข้าใจในการใช้งาน ดังนั้น เพื่อทำความรู้จักกับพัดลมไอเย็น และพัดลมไอน้ำว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และมีคุณสมบัติการใช้งานอย่างไร จะได้เป็นความรู้เอาไว้ประกอบการติดสินใจสำหรับคนที่ต้องการซื้อหาสินค้าเหล่านี้มาใช้งานได้ตรงตามจุดประสงค์ของตัวเองมากที่สุด

พัดลมเย็น คืออะไร?


พัดลมไอเย็น ก็คือพัดลมชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่พัดลมที่ใช้กันทั่วไปตามบ้านเรือน เนื่องจากระบบการทำงานจะผ่านสิ่งที่เรียกว่า Evaporative Cooling Systems กระบวนการทำงานจะเริ่มจากดึงเอาความร้อนที่มีในอากาศดึงเข้าสู่แผ่นความเย็น เมื่อมีการสัมผัสกับส่วนร้อนและเย็น จะทำให้เกิดการระเหยออกมา ส่งผ่านมาเป็นไอเย็นที่ช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องได้ในระดับหนึ่ง

ข้อดีของพัดลมไอเย็น

ช่วยลดอุณหภูมิในห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปได้มากถึง 4-10 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีการดึงเอาความร้อนเข้าไปเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นความเย็น จึงทำให้ห้องไม่อับชื้น อากาศที่ออกมาจากเครื่องพัดลมไอเย็น จะรู้สึกเหมือนเป็นลมธรรมชาติ ให้ความสดชื่นได้ดี ใช้งานง่าย สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปิดหรือพื้นที่เปิด ก็ใช้งานได้ ประหยัดพลังงานไฟฟ้าและน้ำ เนื่องจากใช้กระบวนการหมุนเวียนภายในระบบ มีการบำรุงรักษาที่ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งไม่แพง ข้อเสียของการใช้พัดลมไอเย็น เนื่องจากใช้น้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นต้องหมั่นเติมน้ำอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะทำให้ตัวเครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น หากใช้งานในห้องแบบปิดเป็นเวลานาน อาจจะได้กลิ่นอับชื้น ยุ่งยากในการที่ต้องหมั่นทำความสะอาดช่องใส่น้ำอย่างสม่ำเสมอ ตัวพัดลมจะให้ความเย็นไม่เท่าเครื่องปรับอากาศ

ข้อเสียของการใช้พัดลมไอเย็น

  1. เนื่องจากใช้น้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นต้องหมั่นเติมน้ำอย่างสม่ำเสมอ ถึงจะทำให้ตัวเครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. หากใช้งานในห้องแบบปิดเป็นเวลานาน อาจจะได้กลิ่นอับชื้น
  3. ยุ่งยากในการที่ต้องหมั่นทำความสะอาดช่องใส่น้ำอย่างสม่ำเสมอ
  4. ตัวพัดลมจะให้ความเย็นไม่เท่าเครื่องปรับอากาศ

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของ “พัดลมไอเย็น” กันมาบ้างแล้วว่าคืออะไร มีลักษณะที่แตกต่างไปจากพัดลมทั่วไปอย่างไรบ้าง แต่ถ้าหากใครเคยได้ยินชื่อของ “พัดลมไอน้ำ” มาด้วยแล้วล่ะก็ อาจจะคิดว่ามันเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดเดียวกัน ต่างกันแค่เพียงชื่อ จนทำให้เกิดความสับสนในการเรียก ไปจนถึงความเข้าใจในการใช้งาน ดังนั้น เพื่อทำความรู้จักกับพัดลมไอเย็น และพัดลมไอน้ำว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และมีคุณสมบัติการใช้งานอย่างไร จะได้เป็นความรู้เอาไว้ประกอบการติดสินใจสำหรับคนที่ต้องการซื้อหาสินค้าเหล่านี้มาใช้งานได้ตรงตามจุดประสงค์ของตัวเองมากที่สุด

พัดลมไอน้ำ คืออะไร?


พัดลมไอน้ำหรือที่เรียกว่า Mist Fan ต่างจากพัดลมไอเย็นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมื่อเปิดใช้งานจะมีการพ่นเอาไอน้ำออกมา ลักษณะคล้ายหมอก แต่มีความละเอียดน้อยกว่า ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีการใช้พัดลมชนิดนี้กันมากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกของอาคาร สามารถประยุกต์เอามาดัดแปลงให้มีรูปร่างเป็นรางที่สามารถพ่นไอน้ำออกมา ซึ่งจะช่วยกำจัดสารแอมโมเนียในอากาศบางส่วนให้ลดลงได้ เน้นใช้งานภายในโรงงานสิ่งทอต่างๆ เพื่อลดไฟฟ้าสถิต นอกจากนี้ตัวพัดลมไอน้ำ จะเหมาะสมกับพื้นที่โล่ง อากาศถ่ายเทได้ดีมากกว่า หรือบริเวณที่เป็นอาคารมีอากาศถ่ายเทได้ดี ซึ่งจะช่วยให้เย็นสบายได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับพัดลมธรรมดาตามบ้าน

ข้อดีของพัดลมไอน้ำ

  1. ใช้ลดอุณหภูมิความร้อนในอากาศได้ดี แม้จะไม่เท่าเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ช่วยคลายร้อนได้ในราคาไม่แพง
  2. สำหรับคนที่อยากได้พัดลมช่วยลดอุณหภูมิในพื้นที่โล่ง กลางแจ้ง พัดลมไอน้ำสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่า
  3. ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดใหญ่ อากาศเย็นสบาย และเคลื่อนย้ายไปได้ทุกที่ตามต้อการ

ข้อเสียของการใช้พัดลมไอน้ำ

  1. เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศ ถือว่าให้ความเย็นได้น้อยกว่ามาก
  2. ต้องหมั่นเติมน้ำที่บริเวณถังน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  3. ต้องคอยทำความสะอาดถังน้ำ เพื่อไม่ให้สกปรก
  4. ไม่มีเหมาะสมกับการใช้งานภายในห้องที่ปิดทึบ ไม่มีอากาศถ่ายเท เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้น
  5.  มีข้อจำกัดในการใช้งานที่ให้ความเย็นได้ดีแค่บางพื้นที่เท่านั้น และไม่เหมาะกับการใช้งานในช่วงงหน้าฝนและหน้าหนาวที่มีความชื้นในอากาศสูง
“พัดลมไอเย็น” VS “พัดลมธรรมดา” เลือกใช้ตัวไหนดี

“พัดลมไอเย็น” VS “พัดลมธรรมดา” เลือกใช้ตัวไหนดี

พัดลมไอเย็น

พัดลมไอเย็น คือพัดลมที่ทำงานโดยใช้ระบบ Evaporative Cooling Systems ซึ่งใช้หลักการดึงความร้อนออกจากอากาศโดยการทำให้น้ำระเหย เมื่อพัดลมดูดอากาศร้อนไหลผ่านปะทะกับน้ำบนแผ่นทำความเย็น Cooling Pad น้ำจะระเหยออกโดยดึงความร้อนออกจากอากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิของอากาศลดลง ทำให้รู้สึกสดชื่นเป็นธรรมชาติเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าน้ำตกหรือริมแม่น้ำ

ข้อดีของพัดลมไอเย็น

  1. ช่วยลดอุณหภูมิในอากาศ ลมที่ผ่านตัวพัดลมจะเย็นลง 5 – 15 องศาเซลเซียส
  2. ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายได้ เพียงเติมน้ำ หรือต่อสายน้ำประปาเข้ากับตัวเครื่อง มีระบบลูกลอยเติมน้ำอัตโนมัติ
  3. ประหยัดพลังงานมากกว่าเครื่องปรับอากาศ ใช้ไฟฟ้าเหมือนพัดลมทั่วไป แต่ได้ความเย็นมากกว่า
  4. ได้ลมที่สดชื่น เป็นธรรมชาติ ช่วยให้อากาศเกิดการถ่ายเท ไล่อากาศร้อน ระบายกลิ่นอับ กรองดักฝุ่นได้ดี
  5. ใช้ได้ทั้งพื้นที่เปิด และปิด เช่น โรงเรียน โรงงาน โรงยิม ร้านค้า วัด สำนักงาน เต๊นท์ ตลาด งานเลี้ยง ฯลฯ
  6. ปราศจากละอองน้ำ ไม่ทำให้เปียกชื้น เหมือนพัดลมไอน้ำทั่วไป

ข้อเสียของพัดลมไอเย็น

  1. ไม่เย็นเท่าเครื่องปรับอากาศ
  2. ต้องหมั่นเติมน้ำ
  3. ใช้งานไม่สะดวกเท่ากับเครื่องปรับอากาศ
  4. ต้องหมั่นทำความสะอาดที่ใส่น้ำ
  5. ราคาสูงกว่าพัดลมแบบทั่วไป

พัดลมเปล่า

พัดลมตั้งพื้น เย็นแรง ทนทาน เคลื่อนย้ายสะดวก มีให้เลือกหลากสีและหลายขนาดใบพัด

ข้อดีของพัดลมเปล่า

  1. ใช้งานง่าย
  2. ราคาถูก
  3. ดูแลรักษาง่าย

ข้อเสียของพัดลมเปล่า

  1. ถ้าอากาศร้อนพัดลมจะดูดความร้อนเข้าบ้าน ทำให้ไม่เย็น
กระดาษรังผึ้ง Cooling Pad

กระดาษรังผึ้ง Cooling Pad

คูลลิ่งแพด (Cooling Pad) CeLPad

หลักการทำงานของคูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad)

เมื่ออากาศสัมผัสกับน้ำพลังงานความร้อนในอากาศจะถูกนำไปใช้ในการเปลี่ยนสถานะของน้ำให้กลายเป็นไอ ทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลงมาโดยใช้แผ่นคูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) เป็นสื่อ คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ประกอบด้วยวัสดุที่มีความสามารถในการดุดซับน้ำได้อย่างดีเยี่ยมมาจัดเรียงในรุูปแบบที่มีการจัดสรรพื้นที่สัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศสูงสุด จึงสามารถขยายผลของปรากฎการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าวให้เป็นทางเลือกในการทำความเย็นที่ประหยัดและคุ้มค่า เมื่อน้ำอากาศร้อนมาผ่านแผง CeLPad ที่หล่อเลี้ยงด้วยน้ำ จะทำให้อากาศมีอุณหภูมิต่ำลง

คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ประสิทธิภาพสูงสุดของพัดลมไอเย็น

  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ได้ รับการออกแบบให้มีพื้นที่สัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศที่สูงสุด จึงมั่นใจได้ว่าระบบอีแว้ปที่ประกอบด้วยคูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) จะมีประสิทธิภาพในการระเหยน้ำ (%E) และลดอุณหภูมิได้ดีที่สุด
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ได้รับการ ออกแบบให้สามารถกระจายน้ำไปทั่วทุกพื้นผิวได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ การออกแบบร่องอากาศที่มีความลาดเอียงจะช่วยให้น้ำส่วนที่เหลือจากกระบวนการ ระเหยไหลลงมาชำระล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิวของ คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่ปะปนมากับอากาศภายนอกได้เป็นอย่างดี
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีความแข็งแรงทนทาน วัสดุเซลลูโลสเคลือบสารเคมีชนิดพิเศษช่วยให้คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีความสามารถในการดูดซับน้ำได้อย่างรวดเร็วแต่ไม่เปื่อยยุ่ย แม้จะต้องใช้งานอยู่ท่ามกลางสภาวะเปียกและแห้งสลับกันเป็นเวลานาน
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถใช้งานกับทุกสภาพน้ำและสภาพอากาศ เพียงการเปลี่ยนถ่ายน้ำและทำความสะอาดที่ไม่ยุ่งยาก อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีให้เลือก ใช้หลายชนิด ตามแต่ความเหมาะสมของการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถสั่งทำพิเศษเลือกสีและขนาดตามที่ต้องการได้ ท่านจึงมั่นใจได้ว่า CeLPad ( Cooling Pad ) จะเป็นทางเลือกในการลดอุณหภูมิ และ/หรือ เพิ่มความชื้นที่เหมาะสมสำหรับท่านมากที่สุด
7 วิธีแก้ปัญหา “บ้านร้อน”

7 วิธีแก้ปัญหา “บ้านร้อน”

บ้านไม่ใช่เตาอบ! 7 วิธีแก้ปัญหา “บ้านร้อน” แบบอยู่หมัด

ร้อนแบบนี้พาลทำให้หลายคนไม่อยากย่างก้าวออกไปไหนเลยค่ะ ขอหลบแดดนอนอยู่ในบ้านจะดีกว่า แต่ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ข้างนอกว่าร้อนแล้ว ในบ้านก็ร้อนไม่แพ้กัน ! อยู่ในบ้านเหมือนอยู่ในเตาอบแบบนี้ ทำยังไงดีล่ะจะเปิดแอร์ทั้งวี่ทั้งวันมีหวังล้มละลายกันพอดี ไม่ต้องห่วงค่ะ วันนี้ MASTERKOOL มีวิธีดีๆที่ช่วยลดอุณหภูมิในบ้านของคุณลงได้ง่ายๆ ช่วยทำให้บ้านของคุณเย็นสบายหายร้อนมาฝากกันแล้วค่ะ

1. หลังคา

เอาล่ะ ! เรามาเริ่มกันที่ส่วนของบ้านที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากที่สุดอย่าง “หลังคา” กันก่อนเลย ในสมัยก่อนในเรื่องการจัดการความร้อนนั้น ภูมิปัญญาของชาวไทยมักนิยมสร้างบ้านที่มีหน้าจั่วสูงเพราะจะช่วยระบายความร้อนได้ดี แต่ปัจจุบันด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปการสร้างบ้านก็นิยมทำกันในสไตล์โมเดิร์นมีความเป็นตะวันตกมากกว่า ซึ่งบางที่ก็อาจจะไม่เหมาะกับอากาศบ้านเราเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร วิธีแก้ง่ายๆเดี๋ยวนี้เค้าก็มี “ฉนวนกันความร้อน” ที่สามารถติดตั้งไปบนฝ้าใต้หลังคา ช่วยลดอุณหภูมิได้หลายองศา ไปจนถึงกระเบื้องหลังคาสมัยนี้บางชนิดก็สามารถกันความร้อนได้เลยก็มีค่ะ สามารถเดินไปที่ร้านวัสดุสำหรับบ้านแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำได้เลย ช่วยได้แน่นอน

2. ผ้าม่าน

ผ้าม่านก็มีส่วนช่วยในเรื่องการลดความร้อนในบ้านได้ค่ะ เพียงเลือกผ้าม่านชนิดกันแสง หรือที่เรียกว่า ม่านแบล็คเอาท์ ( Black Out ) ที่จะเป็นตัวช่วยกันแสงได้ชนิดว่ามืดสนิท ลืมวันลืมคืน กรองแสงที่จะเข้ามาในบ้านได้กว่า 90% ทำให้ความร้อนในบ้านลดลงด้วย หรือถ้าไม่ชอบม่านแบบนี้เพราะดูหนาทึบหรือราคาแพงเกินไป ก็สามารถใช้ผ้าม่านเนื้อเบาโปร่งบางก็ได้นะคะ สามารถช่วยทำให้อากาศถ่ายเท หมุนไหวได้ดีขึ้น แต่แนะนำเป็นแบบสีอ่อน เพราะจะดูดความร้อนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับม่านสีเข้มค่ะ

3. สี

“สี” ก็ช่วยทำให้บ้านของคุณรู้สึกเย็นขึ้นได้นะคะ โดยให้เลือกใช้สีโทนสว่าง อย่างสีขาว หรือสีในโทนพาสเทลภายในบ้าน รวมถึงสีของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เพราะสีอ่อนจะไม่กักเก็บความร้อนเท่าโทนสีเข้ม ทำให้ระหว่างวันมีการคายความร้อนออกมาน้อยกว่า รวมถึงในทางทางจิตวิทยาสีอ่อนยังให้ความรู้สึกที่ดูสบายตา ช่วยหลอกตาให้พื้นที่ของบ้านดูกว้างขึ้น ไม่อึดอัดด้วยค่ะ

4. ฟิล์ม

ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือ หรือ กระจกรถยนต์เท่านั้นที่ติดฟิล์มกรองแสงได้ “บ้าน” ก็สามารถติดฟิล์มกรองแสงได้เช่นกันค่ะ เหมาะมากๆกับบ้านหรือคอนโดสมัยนี้ที่มีการตกแต่งด้วยกระจกเยอะๆ เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกสบาย แต่ในทางเดียวกันก็ทำให้ความร้อนและแสงแดดเข้ามาได้บ้านได้มากขึ้นด้วย ซึ่งวิธีการติดฟิล์มกรองแสงนี้จะสามารถช่วยได้มากเลยค่ะ โดยจะมีให้เลือกใช้หลายแบบ หลายเกรดแตกต่างกันไป เช่น ฟิล์มกระจก ฟิล์มกันแสง UV เป็นต้น

5. ต้นไม้

วิธีเบสิคสุดๆที่หลายคนคงพอจะทราบกันดีอยู่แล้วนั่นก็คือการใช้ “ต้นไม้” หรือสีเขียวนี่แหละมาเป็นตัวช่วยคลายความร้อนให้กับบ้าน จริงๆแล้วแค่รอบบ้านคุณมีต้นไม้ปลูกไว้โดยรอบมองเฉยๆเราก็รู้สึกเย็นใจแล้วนะคะ แต่ถ้ายิ่งมีต้นไม้ใหญ่สักต้นยืนต้นในทิศตะวันตกหรือทิศใต้ซึ่งเป็นทิศที่แดดส่องช่วงบ่าย และหมั่นตัดเล็มกิ่งก้านให้ลมพัดผ่านได้สะดวกอยู่เสมอ บ้านของคุณจะร่มรื่นเย็นสบายขึ้นมากเลยค่ะ

6. หลอดไฟ

เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างหลอกไฟภายในบ้าน แค่เลือกที่จะเปลี่ยนก็ทำให้บ้านของคุณเย็นขึ้นได้ค่ะ โดยให้หันมาเลือกใช้หลอดประหยัดไฟอย่างเช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) หลอดผอม หลอด LED เพราะนอกจะไม่กินไฟแล้ว ยังคลายความร้อนออกมาน้อยกว่าหลอดแบบไส้ด้วย มีส่วนช่วยทำให้อุณหภูมิได้บ้านลดลงได้ค่ะ

7. พัดลมไอเย็น

แต่ถ้าร้อนจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ต้องอาศัยตัวช่วยที่ทันใจ ซึ่งตัวเลือกอันดับ 1 ก็คงตกเป็นของเครื่องปรับอากาศ แต่ถ้าเปิดตลอดทุกวันก็คงไม่ไหว ค่าไฟคงแพงหัวแตก ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำให้เลือกใช้พัดลมไอเย็นดูบ้างค่ะ โดยแนะนำว่าให้เลือกเป็น “พัดลมไอเย็น” ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่าพัดลมไอเย็นทำความเย็นได้ดีรู้สึกสดชื่นเหมือนพึ่งอาบน้ำเสร็จ เมื่อเทียบกับพัดลมชนิดอื่นๆ แล้วทั้งเย็นแถมยังประหยัดไฟอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณที่มา: https://www.beautyhunter.co.th