เลือกหน้า
“พัดลมไอเย็น” VS “พัดลมธรรมดา” เลือกใช้ตัวไหนดี

“พัดลมไอเย็น” VS “พัดลมธรรมดา” เลือกใช้ตัวไหนดี

พัดลมไอเย็น

พัดลมไอเย็น คือพัดลมที่ทำงานโดยใช้ระบบ Evaporative Cooling Systems ซึ่งใช้หลักการดึงความร้อนออกจากอากาศโดยการทำให้น้ำระเหย เมื่อพัดลมดูดอากาศร้อนไหลผ่านปะทะกับน้ำบนแผ่นทำความเย็น Cooling Pad น้ำจะระเหยออกโดยดึงความร้อนออกจากอากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิของอากาศลดลง ทำให้รู้สึกสดชื่นเป็นธรรมชาติเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าน้ำตกหรือริมแม่น้ำ

ข้อดีของพัดลมไอเย็น

  1. ช่วยลดอุณหภูมิในอากาศ ลมที่ผ่านตัวพัดลมจะเย็นลง 5 – 15 องศาเซลเซียส
  2. ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายได้ เพียงเติมน้ำ หรือต่อสายน้ำประปาเข้ากับตัวเครื่อง มีระบบลูกลอยเติมน้ำอัตโนมัติ
  3. ประหยัดพลังงานมากกว่าเครื่องปรับอากาศ ใช้ไฟฟ้าเหมือนพัดลมทั่วไป แต่ได้ความเย็นมากกว่า
  4. ได้ลมที่สดชื่น เป็นธรรมชาติ ช่วยให้อากาศเกิดการถ่ายเท ไล่อากาศร้อน ระบายกลิ่นอับ กรองดักฝุ่นได้ดี
  5. ใช้ได้ทั้งพื้นที่เปิด และปิด เช่น โรงเรียน โรงงาน โรงยิม ร้านค้า วัด สำนักงาน เต๊นท์ ตลาด งานเลี้ยง ฯลฯ
  6. ปราศจากละอองน้ำ ไม่ทำให้เปียกชื้น เหมือนพัดลมไอน้ำทั่วไป

ข้อเสียของพัดลมไอเย็น

  1. ไม่เย็นเท่าเครื่องปรับอากาศ
  2. ต้องหมั่นเติมน้ำ
  3. ใช้งานไม่สะดวกเท่ากับเครื่องปรับอากาศ
  4. ต้องหมั่นทำความสะอาดที่ใส่น้ำ
  5. ราคาสูงกว่าพัดลมแบบทั่วไป

พัดลมเปล่า

พัดลมตั้งพื้น เย็นแรง ทนทาน เคลื่อนย้ายสะดวก มีให้เลือกหลากสีและหลายขนาดใบพัด

ข้อดีของพัดลมเปล่า

  1. ใช้งานง่าย
  2. ราคาถูก
  3. ดูแลรักษาง่าย

ข้อเสียของพัดลมเปล่า

  1. ถ้าอากาศร้อนพัดลมจะดูดความร้อนเข้าบ้าน ทำให้ไม่เย็น
กระดาษรังผึ้ง Cooling Pad

กระดาษรังผึ้ง Cooling Pad

คูลลิ่งแพด (Cooling Pad) CeLPad

หลักการทำงานของคูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad)

เมื่ออากาศสัมผัสกับน้ำพลังงานความร้อนในอากาศจะถูกนำไปใช้ในการเปลี่ยนสถานะของน้ำให้กลายเป็นไอ ทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลงมาโดยใช้แผ่นคูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) เป็นสื่อ คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ประกอบด้วยวัสดุที่มีความสามารถในการดุดซับน้ำได้อย่างดีเยี่ยมมาจัดเรียงในรุูปแบบที่มีการจัดสรรพื้นที่สัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศสูงสุด จึงสามารถขยายผลของปรากฎการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าวให้เป็นทางเลือกในการทำความเย็นที่ประหยัดและคุ้มค่า เมื่อน้ำอากาศร้อนมาผ่านแผง CeLPad ที่หล่อเลี้ยงด้วยน้ำ จะทำให้อากาศมีอุณหภูมิต่ำลง

คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ประสิทธิภาพสูงสุดของพัดลมไอเย็น

  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ได้ รับการออกแบบให้มีพื้นที่สัมผัสระหว่างน้ำกับอากาศที่สูงสุด จึงมั่นใจได้ว่าระบบอีแว้ปที่ประกอบด้วยคูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) จะมีประสิทธิภาพในการระเหยน้ำ (%E) และลดอุณหภูมิได้ดีที่สุด
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) ได้รับการ ออกแบบให้สามารถกระจายน้ำไปทั่วทุกพื้นผิวได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ การออกแบบร่องอากาศที่มีความลาดเอียงจะช่วยให้น้ำส่วนที่เหลือจากกระบวนการ ระเหยไหลลงมาชำระล้างฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิวของ คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่ปะปนมากับอากาศภายนอกได้เป็นอย่างดี
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีความแข็งแรงทนทาน วัสดุเซลลูโลสเคลือบสารเคมีชนิดพิเศษช่วยให้คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีความสามารถในการดูดซับน้ำได้อย่างรวดเร็วแต่ไม่เปื่อยยุ่ย แม้จะต้องใช้งานอยู่ท่ามกลางสภาวะเปียกและแห้งสลับกันเป็นเวลานาน
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถใช้งานกับทุกสภาพน้ำและสภาพอากาศ เพียงการเปลี่ยนถ่ายน้ำและทำความสะอาดที่ไม่ยุ่งยาก อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี
  • คูลลิ่งแพด “CeLPad” (Cooling Pad) มีให้เลือก ใช้หลายชนิด ตามแต่ความเหมาะสมของการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถสั่งทำพิเศษเลือกสีและขนาดตามที่ต้องการได้ ท่านจึงมั่นใจได้ว่า CeLPad ( Cooling Pad ) จะเป็นทางเลือกในการลดอุณหภูมิ และ/หรือ เพิ่มความชื้นที่เหมาะสมสำหรับท่านมากที่สุด
7 วิธีแก้ปัญหา “บ้านร้อน”

7 วิธีแก้ปัญหา “บ้านร้อน”

บ้านไม่ใช่เตาอบ! 7 วิธีแก้ปัญหา “บ้านร้อน” แบบอยู่หมัด

ร้อนแบบนี้พาลทำให้หลายคนไม่อยากย่างก้าวออกไปไหนเลยค่ะ ขอหลบแดดนอนอยู่ในบ้านจะดีกว่า แต่ก็เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ข้างนอกว่าร้อนแล้ว ในบ้านก็ร้อนไม่แพ้กัน ! อยู่ในบ้านเหมือนอยู่ในเตาอบแบบนี้ ทำยังไงดีล่ะจะเปิดแอร์ทั้งวี่ทั้งวันมีหวังล้มละลายกันพอดี ไม่ต้องห่วงค่ะ วันนี้ MASTERKOOL มีวิธีดีๆที่ช่วยลดอุณหภูมิในบ้านของคุณลงได้ง่ายๆ ช่วยทำให้บ้านของคุณเย็นสบายหายร้อนมาฝากกันแล้วค่ะ

1. หลังคา

เอาล่ะ ! เรามาเริ่มกันที่ส่วนของบ้านที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากที่สุดอย่าง “หลังคา” กันก่อนเลย ในสมัยก่อนในเรื่องการจัดการความร้อนนั้น ภูมิปัญญาของชาวไทยมักนิยมสร้างบ้านที่มีหน้าจั่วสูงเพราะจะช่วยระบายความร้อนได้ดี แต่ปัจจุบันด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปการสร้างบ้านก็นิยมทำกันในสไตล์โมเดิร์นมีความเป็นตะวันตกมากกว่า ซึ่งบางที่ก็อาจจะไม่เหมาะกับอากาศบ้านเราเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร วิธีแก้ง่ายๆเดี๋ยวนี้เค้าก็มี “ฉนวนกันความร้อน” ที่สามารถติดตั้งไปบนฝ้าใต้หลังคา ช่วยลดอุณหภูมิได้หลายองศา ไปจนถึงกระเบื้องหลังคาสมัยนี้บางชนิดก็สามารถกันความร้อนได้เลยก็มีค่ะ สามารถเดินไปที่ร้านวัสดุสำหรับบ้านแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำได้เลย ช่วยได้แน่นอน

2. ผ้าม่าน

ผ้าม่านก็มีส่วนช่วยในเรื่องการลดความร้อนในบ้านได้ค่ะ เพียงเลือกผ้าม่านชนิดกันแสง หรือที่เรียกว่า ม่านแบล็คเอาท์ ( Black Out ) ที่จะเป็นตัวช่วยกันแสงได้ชนิดว่ามืดสนิท ลืมวันลืมคืน กรองแสงที่จะเข้ามาในบ้านได้กว่า 90% ทำให้ความร้อนในบ้านลดลงด้วย หรือถ้าไม่ชอบม่านแบบนี้เพราะดูหนาทึบหรือราคาแพงเกินไป ก็สามารถใช้ผ้าม่านเนื้อเบาโปร่งบางก็ได้นะคะ สามารถช่วยทำให้อากาศถ่ายเท หมุนไหวได้ดีขึ้น แต่แนะนำเป็นแบบสีอ่อน เพราะจะดูดความร้อนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับม่านสีเข้มค่ะ

3. สี

“สี” ก็ช่วยทำให้บ้านของคุณรู้สึกเย็นขึ้นได้นะคะ โดยให้เลือกใช้สีโทนสว่าง อย่างสีขาว หรือสีในโทนพาสเทลภายในบ้าน รวมถึงสีของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เพราะสีอ่อนจะไม่กักเก็บความร้อนเท่าโทนสีเข้ม ทำให้ระหว่างวันมีการคายความร้อนออกมาน้อยกว่า รวมถึงในทางทางจิตวิทยาสีอ่อนยังให้ความรู้สึกที่ดูสบายตา ช่วยหลอกตาให้พื้นที่ของบ้านดูกว้างขึ้น ไม่อึดอัดด้วยค่ะ

4. ฟิล์ม

ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือ หรือ กระจกรถยนต์เท่านั้นที่ติดฟิล์มกรองแสงได้ “บ้าน” ก็สามารถติดฟิล์มกรองแสงได้เช่นกันค่ะ เหมาะมากๆกับบ้านหรือคอนโดสมัยนี้ที่มีการตกแต่งด้วยกระจกเยอะๆ เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกสบาย แต่ในทางเดียวกันก็ทำให้ความร้อนและแสงแดดเข้ามาได้บ้านได้มากขึ้นด้วย ซึ่งวิธีการติดฟิล์มกรองแสงนี้จะสามารถช่วยได้มากเลยค่ะ โดยจะมีให้เลือกใช้หลายแบบ หลายเกรดแตกต่างกันไป เช่น ฟิล์มกระจก ฟิล์มกันแสง UV เป็นต้น

5. ต้นไม้

วิธีเบสิคสุดๆที่หลายคนคงพอจะทราบกันดีอยู่แล้วนั่นก็คือการใช้ “ต้นไม้” หรือสีเขียวนี่แหละมาเป็นตัวช่วยคลายความร้อนให้กับบ้าน จริงๆแล้วแค่รอบบ้านคุณมีต้นไม้ปลูกไว้โดยรอบมองเฉยๆเราก็รู้สึกเย็นใจแล้วนะคะ แต่ถ้ายิ่งมีต้นไม้ใหญ่สักต้นยืนต้นในทิศตะวันตกหรือทิศใต้ซึ่งเป็นทิศที่แดดส่องช่วงบ่าย และหมั่นตัดเล็มกิ่งก้านให้ลมพัดผ่านได้สะดวกอยู่เสมอ บ้านของคุณจะร่มรื่นเย็นสบายขึ้นมากเลยค่ะ

6. หลอดไฟ

เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างหลอกไฟภายในบ้าน แค่เลือกที่จะเปลี่ยนก็ทำให้บ้านของคุณเย็นขึ้นได้ค่ะ โดยให้หันมาเลือกใช้หลอดประหยัดไฟอย่างเช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ (หลอดตะเกียบ) หลอดผอม หลอด LED เพราะนอกจะไม่กินไฟแล้ว ยังคลายความร้อนออกมาน้อยกว่าหลอดแบบไส้ด้วย มีส่วนช่วยทำให้อุณหภูมิได้บ้านลดลงได้ค่ะ

7. พัดลมไอเย็น

แต่ถ้าร้อนจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ต้องอาศัยตัวช่วยที่ทันใจ ซึ่งตัวเลือกอันดับ 1 ก็คงตกเป็นของเครื่องปรับอากาศ แต่ถ้าเปิดตลอดทุกวันก็คงไม่ไหว ค่าไฟคงแพงหัวแตก ดังนั้นเราจึงอยากแนะนำให้เลือกใช้พัดลมไอเย็นดูบ้างค่ะ โดยแนะนำว่าให้เลือกเป็น “พัดลมไอเย็น” ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่าพัดลมไอเย็นทำความเย็นได้ดีรู้สึกสดชื่นเหมือนพึ่งอาบน้ำเสร็จ เมื่อเทียบกับพัดลมชนิดอื่นๆ แล้วทั้งเย็นแถมยังประหยัดไฟอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณที่มา: https://www.beautyhunter.co.th

มาทำความรู้จักพัดลมไอเย็นกันเถอะ

มาทำความรู้จักพัดลมไอเย็นกันเถอะ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ พัดลมไอเย็น แต่ยังไม่รู้จักว่า พัดลมไอเย็นคืออะไร และต่างจากพัดลมทั่ว ๆ ไปตรงไหน ซึ่งหากคุณกำลังคิดว่า พัดลมไอเย็น ก็คือ พัดลมไอน้ำ ที่จริงแล้วผิดถนัดเลยจ้า วันนี้ Masterkool จึงขอนำข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับพัดลมไอเย็นมาฝากให้ได้รู้จักและเข้าใจ จะได้ตัดสินใจเลือกพัดลมได้ไม่ผิดความต้องการค่ะ

พัดลมไอเย็นหรือเครื่องทำลมเย็น (Evaporative Air Cooler) เป็นทางเลือกใหม่ของเทคโนโลยีแบบประหยัดพลังงาน โดยใช้หลักการ Evaporation ในการระเหยของน้ำ เป็นตัวรับความร้อนจากอากาศทำให้ลมที่ได้มีอุณหภูมิลดต่ำลง และปราศจากละอองน้ำ ไม่ต้องใช้คอมเพรสเซอร์หรือสารทำความเย็นจึงช่วยประหยัดไฟ

วัตถุประสงค์ของการใช้งาน

  1. ใช้เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ทำงานภายในโรงงาน บริษัท หรือพื้นที่พักผ่อน บ้านพักอาศัย
  2. เพื่อลดอุณหภูมิในพื้นที่ทำงาน 5-10 องศา โดยการจ่ายลมเย็นไปยังบริเวณพื้นที่เป้าหมายโดยตรง
  3. เพื่อป้องกันอากาศร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร
  4. เพิ่มการระบาย หมุนเวียนอากาศภายในอาคาร ให้อากาศบริสุทธิ์ (Fresh Air)
  5. เพื่อสร้าง Positive Pressure ป้องกันฝุ่นละออง สิ่งเจือปน กลิ่น และแมลง
  6. เพื่อประหยัดลดต้นทุนค่าไฟฟ้า เมื่อเทียบกับการทำความเย็นระบบปรับอากาศทั่วไป (Air Condition)

ข้อดีของพัดลมไอเย็น

  • ลดอุณหภูมิได้ 4-10 องศาเซลเซียส
  • ไม่มีละอองน้ำ
  • ไม่ทำให้อับชื้น
  • ได้ลมเย็นสดชื่น เหมือนลมธรรมชาติ
  • ใช้ได้ทั้งในพื้นที่เปิดและปิด
  • ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก
  • ประหยัดไฟ
  • ประหยัดน้ำ เพราะมีการหมุนเวียนน้ำในระบบ
  • บำรุงรักษาง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อย
ประวัติ ความสําคัญ และการปฏิบัติตนในวันอาสาฬหบูชา

ประวัติ ความสําคัญ และการปฏิบัติตนในวันอาสาฬหบูชา

สำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน คงทราบกันดีว่า ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกหนึ่งวัน นั่นคือ “วันอาสาฬหบูชา” ซึ่งในปี 2560 วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม (ขึ้น 15 คํ่า เดือน 8) แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบความเป็นมาเกี่ยวกับวันอาสาฬหบูชาเท่าใดนัก ดังนั้นวันนี้เรามีประวัติวันอาสาฬหบูชามาฝากกันค่ะ

ทั้งนี้ คำว่า “อาสาฬหบูชา” สามารถอ่านได้ 2 แบบ คือ อา-สาน-หะ-บู-ชา หรือ อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา ซึ่งจะประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ อาสาฬห ที่แปลว่า เดือน 8 ทางจันทรคติ กับคำว่า บูชา ที่แปลว่า การบูชา เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน 8 หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน 8

วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จนพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 45 ปี

ทั้งนี้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม ซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” พระโกณฑัญญะจึงได้เป็น พระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้อุปสมบทตามลำดับ

สำหรับใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ

1. มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

  • การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค
  • การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

ดังนั้น เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลัก ปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ 8 ได้แก่

  • สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
  • สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
  • สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
  • สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
  • สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
  • สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
  • สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
  • สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

2. อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

  • ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด
  • สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ
  • นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา
  • มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น

กิจกรรมวันอาสาฬหบูชา

พิธีกรรมโดยทั่วไปที่นิยมกระทำในวันนี้ คือ การทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในตอนค่ำก็จะมีการเวียนเทียนที่เป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยเรา ดังนั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรเข้าวัด เพื่อน้อมระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชะล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งผ่องใส จะได้มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นอย่างนี้…

ขอบคุณข้อมูลจาก : KAPOOK.COM

ประวัติ ความสําคัญ และการปฏิบัติตนในวันเข้าพรรษา

ประวัติ ความสําคัญ และการปฏิบัติตนในวันเข้าพรรษา

9 กรกฎาคม 2560 คือวันสำคัญทางพุทธศาสนานั่นก็คือ “วันเข้าพรรษา” ซึ่งเป็นวันที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า “จำพรรษา” นั่นเอง

ประวัติวันเข้าพรรษา

“เข้าพรรษา” แปลว่า “พักฝน” หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน โดยแบ่งเป็น

  • “ปุริมพรรษา” หรือวันเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หรือถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
  • “ปัจฉิมพรรษา” หรือวันเข้าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่ วันแรมค่ำ 1 เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12

อย่างไรก็ตามหากมีกิจธุระ คือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า “สัตตาหะ” หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่

1. การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย

2. การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้

3. การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด

4. หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้

นอกจากนี้หากระหว่าง เดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า “วิหาร” แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า “อาราม” ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา…

อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์ อย่างสูง

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ “ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา” ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า–เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป-เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงพร้อม ใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว

ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ก็จะมีการแห่แหนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา

– ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา

– ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่พระภิกษุสามเณร

– ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล

– อธิษฐานงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : KAPOOK.COM