เลือกหน้า
แฉต้นเหตุ ค่าไฟแพงกระฉูด คนบ่นยับช่วงหน้าร้อน

แฉต้นเหตุ ค่าไฟแพงกระฉูด คนบ่นยับช่วงหน้าร้อน

แฉต้นเหตุ ค่าไฟแพงกระฉูด คนบ่นยับช่วงหน้าร้อน

ช่วงเดือน เม.ย.ร้อนมหาโหด หลายครอบครัวบ่นอุบกับค่าไฟแพงขึ้นกระฉูด ทั้งที่ใช้ไฟฟ้าตามปกติเหมือนเดือนที่ผ่านๆ มา วันนี้เรามีคำตอบ ที่ทำให้หลายคนคลายข้อสงสัย ไม่ใช่เกี่ยวกับมิเตอร์ไฟโดนโกงแต่อย่างใด แต่เพราะอากาศร้อน อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในที่พักอาศัยทำงานอย่างหนัก

นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะโฆษก กฟน. ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนเมื่อเห็นบิลค่าไฟช่วงหน้าร้อน จะสงสัยทำไมค่าไฟแพงมาก ทั้งๆ ที่เปิดแอร์เวลาเดิม ยกตัวอย่าง ปกติเปิดแอร์ 2 ทุ่ม และปิดในช่วง 6 โมงเช้าเหมือนทุกๆ วัน แต่ค่าไฟกลับเพิ่มขึ้นมาก ทำให้สงสัยว่าการไฟฟ้าฯ แอบขึ้นค่าไฟหรือไม่ ทั้งนี้ขอชี้แจงว่า ในช่วงหน้าร้อนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจะทำงานนานมากกว่าปกติ โดยเฉพาะคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานอย่างหนัก และบางเครื่องไม่มีการตัด เนื่องจากยังทำอุณหภูมิโดยรอบไม่ได้

“ความจริงการไฟฟ้าฯ ไม่ได้ขึ้นค่าไฟ ซึ่งช่วงหน้าร้อนในทุกๆ ปี มีคนบ่นมากเรื่องค่าไฟที่สูงขึ้น ก็เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานหนักอย่างที่ชี้แจงไป ดังนั้นจึงอยากแนะนำเพื่อไม่ให้เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟมาก โดยเฉพาะแอร์ อยากให้หมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรอง ปีละ 2 ครั้ง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน และที่สำคัญประหยัดค่าไฟฟ้ามากถึง 5-10%”

นอกจากนี้การที่อากาศร้อนและหลายคนมีการปรับอุณหภูมิแอร์ให้ลดลงตามความต้องการ จะทำให้เปลืองไฟสิ้นเปลืองเงิน จึงอยากให้ปรับแอร์ให้คงอยู่ที่อุณหภูมิ 26 องศาฯ ซึ่งเหมาะสมกับร่างกาย และประหยัดค่าไฟ หรือหากเป็นไปได้ให้เปลี่ยนแอร์เป็นระบบอินเวสเตอร์จะดีกว่า

ส่วนตู้เย็น มีการกินไฟเช่นเดียวกันหากมีพฤติกรรมชอบเปิดตู้เย็นบ่อยๆ และตุนอาหารในปริมาณมากๆ ในตู้เย็น ทำให้เครื่องทำงานหนักกินไฟเป็นอย่างมาก หรือมีสาเหตุมาจากขอบยางตู้เย็นชำรุด ซึ่งควรหมั่นตรวจสอบ พร้อมอยากฝากปรับพฤติกรรมในการใช้ไฟ เช่น เปิดพัดลม เปิดไฟทิ้งไว้ และเปิดทีวีในหลายห้อง ควรเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยให้ประหยัดไฟ

สำหรับสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ กทม. นนทบุรี และสมุทรปราการ ยอมรับว่า ณ เวลานี้ทุบสถิติไปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ช่วงเวลา 14.00 น. มีการใช้ไฟ 9,412.56 เมกะวัตต์ ถือเป็นค่าสูงสุดทำลายสถิติ ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2559 ที่ 9,296.57 เมกะวัตต์ หรือสูงขึ้นเท่ากับ 115.99 เมกะวัตต์ ทั้งนี้มีปัจจัยมาจากอากาศร้อนมาก ประกอบกับมีประชาชนมาขอใช้ไฟเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัย ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นทุกปีประมาณ 4%

อย่างไรก็ตาม กฟน. พร้อมดูแลระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงเพียงพอตลอด 24 ชม. แม้จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตามโดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน โดยยอดใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันทำงาน เนื่องจากออฟฟิศและห้างร้านมีมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งในช่วงนี้มีอากาศร้อน คาดว่าแนวโน้มการใช้ไฟอาจสูงขึ้น จากที่พักอาศัยมีมากขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้การใช้ไฟฟ้ามีเพิ่มขึ้นตามมา

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

ประหยัดไฟฟ้าหน้าร้อนกับ MASTERKOOL

ประหยัดไฟฟ้าหน้าร้อนกับ MASTERKOOL

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ และสิ่งที่ตามมาจากหน้าร้อน นอกจากอากาศที่ร้อนแรงแล้ว รายจ่ายค่าไฟฟ้าก็มักจะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย กระทรวงพลังงาน มีวิธีการลดใช้พลังงานในช่วงหน้าร้อนนี้ เพื่อประหยัดพลังงาน และช่วยเซฟเงินในกระเป๋าด้วย เริ่มจากเครื่องปรับอากาศ ที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงสุด เพราทำความเย็นในบริเวณกว้างท่ามกลางอุณหภูมิสูง การเลือกเครื่องปรับอากาศ จึงต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ ควรเลือกระบบที่มี Inverter เพราะช่วยประหยัดไฟได้มาก

โดยก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศ มีเทคนิดง่าย ๆ เช่นควรเปิดห้องให้ระบายอากาศ 15 นาที ปิดช่องอากาศให้หมด ควรเปิดที่ 26-27 องศา และทุกองศาที่เพิ่มขึ้นนั้น จะจะช่วยลดใช้ไฟลงได้ 10% นอกจากนี้ควรนำสิ่งที่ทำความชื้น เช่น ตู้ปลา อ่างน้ำล้นออกจากห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ รวมถึงอุปกรณ์ความร้อน อาทิ กาต้มน้ำร้อน และเตาไฟฟ้าออกด้วย แค่นี้ก็ช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้เต็มที่ และจะช่วยลดค่าไฟ ในช่วงอากาศร้อนๆ เวลานี้อีกด้วย

แต่ถ้าอยากประหยัดสุดๆ เปิดแอร์ทั้งวันก็กระเป๋าตังแฟ่บเหมือนกัน ลองเปลี่ยนมาใช้พัดลมไอเย็น Masterkool กันไหมค่ะ เย็นประหยัดสู้โลกร้อนค่ะ

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

ช่วงนี้อากาศร้อนจัดกลับมาทำหน้าที่ประจำอีกครั้ง หลังพักร้อนสั้น ๆ ให้ความเย็นเข้ามาทำงานแทนได้แป๊บเดียว ชนิดที่ยังไม่ทันหนาวก็โบกมือบ๊ายบายกันเสียแล้ว อากาศแบบนี้กระทบต่อการใช้ชีวิตของคนทำงานไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความร้อนอบอ้าว รวมถึงคนที่ชอบออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ใช่แค่ทำให้เสื้อผ้าเปียกแฉะไปด้วยเหงื่อที่ทะลักทลายมากกว่าปกติ หรือผิวจะถูกเผาจนเปลี่ยนเป็นสีอื่น แต่ความร้อนน่ากลัวกว่านั้นเยอะ ถึงขนาดที่อาจจะคร่าชีวิตเราได้แบบไม่ทันตั้งตัว

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรค Heat Stroke หรือลมแดดมาบ้างแล้ว แต่รู้ไหมว่า โรคนี้ใกล้ตัวและอันตรายกว่าที่คิด แพทย์หญิงปานหทัย ทองมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า Heat Stroke เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากการควบคุมอุณหภูมิ (Thermoregulation) เสียไปจนทำให้อุณหภูมิแกน (Core temperature) สูงขึ้นและเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท

โดยปกติแล้วร่างกายจะมีการควบคุมอุณหภูมิแกน โดยผ่านสมดุลระหว่าง การสร้างความร้อน (Heat Production) จากเมแทบอลิซึมหรือระบบเผาผลาญในร่างกาย และจากการดูดซับความร้อนจากสิ่งแวดล้อมกับ การกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย (Heat Dissipation) ผ่านทางการระเหยเป็นเหงื่อหรือลมหายใจ การแผ่รังสี การนำความร้อน และการพาความร้อน ในภาวะปกติทั้งสองด้านต้องทำงานกันอย่างสมดุลเพื่อกำจัดความร้อนก่อนจะถึงจุดที่เป็นอันตราย แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอุณหภูมิแกนสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ จะสูญเสียการทำงานจนเกิดความผิดปกติรวมทั้งระบบประสาทส่วนกลาง ก่อให้เกิดอาการสับสน กระวนกระวาย ซึม ชัก ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้เลย และจากสถิติอัตราการเสียชีวิตจาก Heat Stroke ก็ค่อนข้างสูงทีเดียว

ที่ผ่านมามีข่าวทหารเกณฑ์หรือนักกีฬาเป็น Heat Stroke กันบ่อย ๆ แต่ที่จริงแล้วคนทั่วไปอย่างเรา ๆ ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนแก่ เด็กเล็ก คนอ้วน และคนที่อยู่ในภาวะร่างกายขาดน้ำ รวมถึงคนวัยทำงานที่ชอบออกกำลังกายหักโหมเกินไป ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ยิ่งช่วงหลังมานี้ ผู้คนเริ่มหันมาสนใจการออกกำลังกายมากขึ้น ทั้งเข้าฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้ง ไปร่วมงานวิ่ง ฯลฯ ยิ่งต้องระวังตัว เพราะในระหว่างออกกำลัง ร่างกายเราจะมีการสร้างความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น และหากไปอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงโดยเฉพาะร้อนชื้นด้วยแล้ว ระบบกำจัดความร้อนของร่างกายอาจจะทำงานไม่ทันจนทำให้เกิดอาการได้

วิธีสังเกตว่าลมแดดกำลังถามหาแล้วหรือยัง ดูได้จากอาการเตือนเบื้องต้น เช่น เป็นตะคริว รู้สึกหน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม หรือเริ่มเหนื่อย อ่อนเพลีย ใจสั่น หากมีอาการเหล่านี้แล้วไม่รีบพัก  สุดท้ายอาจจะกลายเป็น Heat Stroke แต่บางครั้งโรคนี้ก็มาหาแบบทันทีทันใดไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นป้องกันไว้ก่อนดีที่สุดด้วยวิธีง่าย ๆ ตรงไปตรงมา คือ ในเมื่อสาเหตุมาจากความร้อนก็ต้องหลีกเลี่ยงความร้อน พยายามอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ และไม่หักโหมหรือฝืนร่างกายจนเกินไป แต่หากบังเอิญเห็นใครมีอาการของโรค Heat Stroke ให้รีบปฏิบัติดังนี้

  • พาหลบไปอยู่ในที่ร่มหรือที่เย็นและมีอากาศถ่ายเทสะดวก
  • หาพัดลมมาเป่าเพื่อช่วยในการระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • ถอดเสื้อแล้วเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อลดอุณหภูมิ
  • นำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

จำไว้ว่า ยิ่งลดความร้อนในร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดยิ่งสูงเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่อยากเผชิญหน้ากับโรคร้อนที่มาพร้อมกับอันตรายนี้ ก็ต้องรู้ลิมิตและประเมินตัวเองให้ดี ถ้าช่วงนี้ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ร่างกายไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งคิดไปออกกำลังกายหนัก ๆ เลย เชื่อเถอะว่ากันไว้ดีกว่าแก้

ที่มา: แพทย์หญิงปานหทัย ทองมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า

สงกรานต์นี้หนีรถติด ไปเส้นทางไหนดี?

สงกรานต์นี้หนีรถติด ไปเส้นทางไหนดี?

กรมทางหลวง แนะนำเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 พร้อมจัดทำ QR Code Scan สำหรับติดตามสภาพจราจรได้แบบเรียลไทม์

วันนี้ (5 เม.ย.2562) นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ระหว่างวันที่ 11 – 18 เมษายน 2562 เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง กรมทางหลวงแนะนำเส้นทางการเดินทางในช่วงเทศกาลดังกล่าว ดังต่อไปนี้

กรุงเทพฯ – ภาคเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 32 ถนนสายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณฯ) – จ.สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณฯ – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดพิษณุโลก
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – ต่างระดับคลองหลวง (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – เชียงรากน้อย (ทางหลวงหมายเลข 3214) – ทางหลวงหมายเลข 347 จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข32 เข้าสู่ภาคเหนือ
เส้นทางที่ 5 จากกรุงเทพฯ ไป วงแหวนตะวันออก (ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9) – ต่างระดับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) – อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – ถนนโรจนะ (ทางหลวงหมายเลข 309) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 เข้าสู่ภาคเหนือ

กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สระบุรี (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน 1 ) – ต.ม่วงค่อม (ทางหลวงหมายเลข 205) – อ.ท่าหลวง (ทางหลวงหมายเลข 2256) – อ.ด่านขุนทด (ทางหลวงหมายเลข 2148) – อ.ขามทะเลสอ (ทางหลวงหมายเลข 2068) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา
เส้นทางที่ 4 จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 314 หรือ ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา

กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.ชลบุรี (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือมอเตอร์เวย์)
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.บางปะกง (ทางหลวงหมายเลข 34 ถนนบางนา-ตราด) จากนั้นมุ่งหน้า สู่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป อ.พนัสนิคม – จ.ชลบุรี (ทางหลวงหมายเลข 304)

กรุงเทพฯ – ภาคใต้

เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ทางหลวงหมายเลข 35) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ไป อ.สามพราน – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯ ไป ถนนบรมราชชนนี (ทางหลวงหมายเลข 338 ปิ่นเกล้า – นครชัยศรี) – อ.นครชัยศรี –จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ทางหลวงหมายเลข 4 ถนนเพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังได้จัดทำ QR Code Scan สำหรับติดตามสภาพจราจรได้แบบเรียลไทม์ สำหรับผู้เดินทางโดยสามารถสแกน QR Code ได้ที่ www.doh.go.th
สอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง ติดต่อสายด่วนกรมทางหลวง 1586 ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (Motorway) 1586 กด 7 และ ตำรวจทางหลวง 1193

เตรียมตับแลบ! อุตุฯชี้ “21ก.พ.เข้าฤดูร้อน” กทม.เฉลี่ย 39 องศาฯ

เตรียมตับแลบ! อุตุฯชี้ “21ก.พ.เข้าฤดูร้อน” กทม.เฉลี่ย 39 องศาฯ

เตรียมตับแลบ! อุตุฯชี้ “21ก.พ.เข้าฤดูร้อน” กทม.เฉลี่ย 39 องศาฯ

อธิบดีกรมอุตุฯ เผย ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนของปี 2562 ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ และร้อนไปจนถึงเดือนพ.ค. อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 42-43 องศาฯยังไม่ทำลายสถิติที่แม่ฮ่องสอนทำไว้ “44.6 องศาเซลเซียส”
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาร่วมกับ เมืองพัทยา และจังหวัดชลบุรี จัดงานแถลงข่าว “การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ.2562” โดย ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา โดยมีนายอำนาจ เจริญศรี นายอำเภอบางละมุง ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีกล่าวต้อนรับ และนายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยาเป็นผู้กล่าวแนะนำการท่องเที่ยวพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาของเมืองพัทยา ณ ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการประกาศ การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย โดยให้รายละเอียดว่า ฤดูร้อนของประเทศไทยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ไปจนถึงเดือน พฤษภาคม 2562 นับได้ว่าเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เผยแพร่ อินโฟกราฟิกระบุว่า พื้นที่ 7 จังหวัดที่เตรียมเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดที่สุดของประเทศ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ และกาญจนบุรี คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดจะอยู่ที่ 42-43 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่ทำลายสถิติ 44.6 องศาเซลเซียส ที่ จ.แม่ฮ่องสอน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมีนาคม ประเทศไทยตอนบนต้องระวังภัยจากพายุฤดูร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลายระลอก ทำให้มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนจะอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

“กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าวอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนจะอยู่ที่ 39 องศาเซลเซียส”

Masterkool แนะ 5 เรื่องต้องเช็ค ก่อนเดินทางไกล ช่วงปีใหม่นี้

Masterkool แนะ 5 เรื่องต้องเช็ค ก่อนเดินทางไกล ช่วงปีใหม่นี้

Masterkool แนะเรื่องต้องเช็คให้กับผู้ใช้รถยนต์ ก่อนเดินทางไกลช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรถยนต์ของท่านให้พร้อมทุกการเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ปีใหม่ในช่วงเวลาที่ใครต่อใครต่างออกเดินทางกันในช่วงวันหยุดยาว หลายต่อหลายท่านเลือกการขับรถคู่ใจออกเดินทางทั้งกลับบ้าน หรือเดินทางท่องเที่ยว การตรวจเช็ครถให้พร้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะทั้งรถใหม่หรือรถเก่า ต่างต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาอยู่เสมอ และด้วยความห่วงใย Masterkool ขอแนะ 5 เรื่องต้องเช็คก่อนเดินทางไกล

  1. น้ำมันเครื่อง ควรได้รับการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ เพื่อเช็คความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น และสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยก็คือกำหนดการในการเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อถึงระยะที่กำหนด เพราะน้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  2. แบตเตอรี่ อายุการใช้งานทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละท่าน รวมถึงในปัจจุบันแบตเตอรี่มีหลากหลายรูปแบบทั้งที่ต้องคอยตรวจเช็คอย่างแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่น ซึ่งต้องมั่นตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่มาตรฐานอยู่เสมอ หรือแบตเตอรี่แบบแห้งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น เราอาจใช้วิธีการคอยมั่นตรวจเช็คสภาพโดยรวม และระยะเวลาการในใช้งานแบตเตอรี่ เพื่อเฝ้าระวังการเสื่อมของแบตเพื่อเปลี่ยนแบตลูกใหม่ให้พร้อมใช้งาน
  3. หม้อน้ำ เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องคอยตรวจเช็คอยู่เสมอเช่นกัน การหมั่นสังเกตอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นการสังเกตเกจ์วัดระดับความร้อนที่หน้าปัด หรือระดับน้ำในหม้อพักน้ำ ว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดความร้อนเกินขีดจำกัด ที่จะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ได้
  4. ยางและลมยาง เป็นสิ่งที่ควรหมั่นตรวจเช็คทุกสัปดาห์ ทั้งสภาพยางโดยรวม ระยะการใช้งาน รวมถึงสภาพดอกยาง และในเรื่องการเติมลมยางนั้น ควรเป็นไปตามคำแนะนำของรถในแต่ละรุ่น ซึ่งมีระบุไว้ที่บริเวณข้างประตู ทั้งนี้ในยามเดินทางการเติมลมยางควรมีการเติมไว้มากกว่าระดับปกติเพื่อการบรรทุก ซึ่งที่บริเวณข้างประตูของรถยนต์แต่ละรุ่นก็มีระบุไว้แล้วอย่างชัดเจน
  5. เบรก อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ควรหมั่นสังเกตและคอยดูแล ว่าผ้าเบรกหมดหรือไม่ มีความผิดปกติหรือเสียงที่ผิดแปลกไปในระบบเบรกหรือไม่ ซึ่งเมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบนำรถยนต์ไปตรวจสอบหาสาเหตุพร้อมแก้ไขในทันที

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหลักๆ ที่ไม่ควรละเลย เพื่อตรวจเช็คให้รถยนต์มีความพร้อมที่สุดในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่สูงสุดของรถยนต์