ประกาศผลผู้โชคดีได้รับรางวัลกิจกรรม “ตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน”

ประกาศผลผู้โชคดีได้รับรางวัลกิจกรรม “ตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน”

ประกาศผลผู้โชคดีได้รับรางวัลกิจกรรม “ตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน”

รางวัลที่ 1 พัดลมไอเย็นมาสเตอร์คูลรุ่น MIK-07EC จำนวน 1 รางวัล
– Mixnix Deeda

รางวัลที่ 2 กระเป๋าเอนกประสงค์มาสเตอร์คูล จำนวน 5 รางวัล
– Chaysara Tan
– Navarathri Vijayadasmi
– Nonghnub Naka
– Kabai Sannatee
– ชื่อออ อู๋

ผู้ได้รับรางวัลติดต่อยืนยันสิทธิ์ทางกล่องข้อความ(Inbox) แฟนเพจ Masterkoolfan ภายในวันที่ 3 มกราคม 2560 มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์

กิจกรรมตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน

กิจกรรมตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน

กิจกรรมตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน

กิจกรรมตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน

กติกาการร่วมกิจกรรม
1.กดไลค์เฟสบุ๊คแฟนเพจ Masterkoolfan และกิจกรรมตามล่าหาอั่งเปาความเย็นรับตรุษจีน
2.แชร์ภาพกิจกรรมไปหน้า Timeline ของคุณ (ตั้งเป็นสถานะ Public / สาธารณะ)
3.เพียงหาซองอั่งเปาในภาพให้ครบว่ามีอั่งเปาทั้งหมดกีซอง แล้วตอบจำนวนซองใต้กิจกรรม แล้วแฮชแท็ก #Masterkool #เฮงเฮงเฮงเย็นรับตรุษจีน
ตัวอย่าง “พบอั่งเปาจำนวน 30 ซอง #Masterkool #เฮงเฮงเฮงเย็นรับตรุษจีน”
• รางวัลที่ 1 รับ Masterkool รุ่น MIK-07EC รางวัลละ 1 เครื่อง จำนวน 1 รางวัล
• รางวัลที่ 2 รับกระเป๋าอเนกประสงค์มาสเตอร์คูล รางวัลละ 1 ใบ จำนวน 5 รางวัล
• ระยะเวลาในการร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม – 28 มกราคม 2560 (เวลา 24:00 น.)
• ประกาศผลผู้ได้รับรางวัล 30 มกราคม 2560 ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ Masterkoolfan และเว็บไซต์ www.masterkool.com
• ผู้ได้รับรางวัลติดต่อยืนยันสิทธิ์ทางกล่องข้อความ(Inbox) แฟนเพจ Masterkoolfan ภายในวันที่ 3 มกราคม 2560 มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์

เงื่อนไขกิจกรรม
1. กิจกรรมนี้สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิกแฟนเพจ Masterkoolfan
2. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลที่แฟนเพจ Masterkoolfan
3. หากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ได้รับรางวัลปฏิบัติตามกฎกติกาไม่ครบตามที่ระบุไว้กรรมการจะตัดสิทธิ์ทันที และจะเลือกผู้ได้รับรางวัลที่ลำดับถัดไปเพื่อรับของรางวัล
4. สงวนสิทธิ์สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมในการรับของรางวัล 1 ท่านต่อ 1 รางวัลเท่านั้น
5. ผู้ได้รับรางวัลติดต่อยืนยันสิทธิ์ทางกล่องข้อความ (Inbox) แฟนเพจ Masterkoolfan ภายในวันที่ 3 มกราคม 2560 มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์
6. ของรางวัลไม่สามารถโอนสิทธิ์หรือเปลี่ยนมือได้ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
7. บัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊คจะต้องมีตัวตนจริงและพิสูจน์ได้ หากพบว่ามีการกระทําที่กรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่ายการกระทําที่ทุจริต จะขอสงวนสิทธิ์ในการให้ของรางวัล
8. กิจกรรมดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฟสบุ๊คและเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของบริษัทฯ
9. การตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด และขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกิจกรรมตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 

13 มกราคม วันการบินแห่งชาติ

13 มกราคม วันการบินแห่งชาติ

วันการบินแห่งชาติ

วันการบินแห่งชาติ 13 มกราคมของทุกปี ว่าแต่วันนี้มีความสำคัญและประวัติอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลมาฝากกันคะ

วันการบินแห่งชาติ

วันการบินแห่งชาติ 13 มกราคมของทุกปี

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า วันที่ 13 มกราคมของทุกปี คือวันการบินแห่งชาติ ซึ่งกิจการด้านการบินนั้นมีความสำคัญกับประเทศไทยไม่น้อยมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน มาสเตอร์คูลจะขอเล่าถึงที่มาที่ไปของวันการบินแห่งชาติให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้ถึงความสำคัญของวันนี้

วันการบินแห่งชาติ

วันการบินแห่งชาติ 13 มกราคมของทุกปี

ความเป็นมาของวันการบินแห่งชาติ

ที่มาของวันการบินแห่งชาตินั้น เริ่มต้นมาจากปี พ.ศ. 2454 ที่ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ถึงความจำเป็นและประโยชน์ของเครื่องบินที่ต้องมีไว้เพื่อป้องกันประเทศ จึงมีคำสั่งให้นายทหาร 3 นาย คือ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ, นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส

ในระหว่างที่นายทหารทั้ง 3 นายเดินทางไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ทางการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรกจากฝรั่งเศส มาจำนวน 7 ลำ ประกอบด้วย เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน 4 เครื่อง เข้าไว้ประจำการ นอกจากนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ยังได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัว ซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้ราชการไว้ใช้งานอีก 1 ลำ ด้วยเห็นว่าเครื่องบินสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางราชการได้ ทำให้ในยุคแรก ประเทศไทยมีเครื่องบินประจำการ จำนวน 8 ลำ

เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น รุ่นแรก

เครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก 2 ชั้น รุ่นแรก

เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว รุ่นแรก

เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว รุ่นแรก

หลังสำเร็จการศึกษานายทหาร นักบินทั้ง 3 นาย ได้กลับมาทดลองบินครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2456 ซึ่งนายทหารนักบินทั้ง 3 นาย สามารถขับเครื่องบินและร่อนลงจอดได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ชมจำนวนมากที่มารอชม เนื่องจากในสมัยนั้น การขึ้นบินบนท้องฟ้าถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่สามารถขับเครื่องบินได้จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ และถือเป็นเกียรติประวัติที่ควรได้รับการสรรเสริญ

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาแผนกการบินขึ้นในกระทรวงกลาโหม เป็นผลให้กิจการการบินไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ จากนั้น ในวันที่ 13 มกราคม 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรการบิน โดยมีนายทหารนักบินขึ้นแสดงการบินถวายและโปรยกระดาษถวายพระพรชัยมงคล ในการนี้ก็มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และประชาชนมาร่วมเฝ้าเสด็จและชมการแสดงการบินในครั้งนี้ด้วย

ในอดีตกิจการบินของไทยได้เจริญก้าวหน้าถึงขั้นสามารถสร้างอากาศยานใช้ในราชการได้ และหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การบินของไทยก็ได้ช่วยสร้างประโยชน์มากมาย อาทิ ป้องกันประเทศ (สงครามอินโดจีน ฯลฯ) ช่วยเหลือผู้ป่วย, ช่วยเหลือประชาชนเมื่อประสบภัยพิบัติ (โรคระบาด อุทกภัย ฯลฯ) และช่วยทำให้เศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม การเดินทาง ขนส่งไปรษณีย์ และสินค้าได้รวดเร็วจนพัฒนามาเป็นสายการบินระหว่างประเทศ

วันการบินแห่งชาติ

นับได้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มและมีสายพระเนตรยาวไกลต่อกิจการการบิน กระทั่งได้รับการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ขอให้กำหนดวันการบินแห่งชาติขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อกิจการการบินของชาติ

กระทั่ง ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 13 มกราคมของทุกปีเป็นวันการบินแห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในวันนี้ได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของการบินไทย และคุณประโยชน์ของกิจการการบิน

รู้จักกับนายทหารนักบินรุ่นแรก

พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (บุพการีทหารอากาศ 1)

พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ

พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ

เกิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ชื่อเดิมคือ สุนี สุวรรณประทีป สมัยที่ดำรงยศ นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ ได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2554 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพันโท ขณะเข้ารับการศึกษาวิชาการบิน เมื่อปี พ.ศ. 2456 ถือเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าศึกษาวิชาการบินในโรงเรียนการบิน วิลลาคูเบลย์

เมื่อศึกษาวิชาการบินในโรงเรียนจบ ก็ได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนการบินชั้นสูงของกองทัพบกฝรั่งเศส กระทั่งสามารถสอบได้รับประกาศนียบัตรนักบินรบซึ่งเป็นชั้นสูงสุด หลังสำเร็จการศึกษาแล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย และเข้ารับราชการในกรมจเรทหารช่างโดยรับผิดชอบด้านการบิน ณ สนามม้าสระปทุม

เมื่อกระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งกองบินทหารบกขึ้นในปี 2457 นายพันโท หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการกองบินทหารบกคนแรกของประเทศไทย และเป็นผู้ที่นำกำลังพลของไทยไปเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ประเทศฝรั่งเศส จนได้รับชัยชนะร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมอากาศยานทหารบกคนแรก และได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาเฉลิมอากาศ” ในปี 2463

นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ (บุพการีทหารอากาศ 2)

นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์

นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์

เกิดที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ชื่อเดิมคือ หลง สินศุข เป็นบุตรของพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช และคุณหญิงภาณุพันธ์ (เพียน) สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมัยที่มียศเป็น นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร รั้งตำแหน่งผู้บังคับกองพันพิเศษ กองพลที่ 5 ได้รับเลือกให้เดินทางไปศึกษาการบินที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะได้รับการเลื่อนยศให้เป็น นายพันตรี เมื่อปี พ.ศ. 2455 ขณะเข้ารับการศึกษาวิชาการบิน

นายพันตรี หลวงอาวุธสิขิกรได้ศึกษาวิชาการบิน และยังได้เรียนรู้การซ่อมเครื่องบิน กระทั่งในปี 2456 ก็สำเร็จการศึกษาวิชาการบินตามหลักสูตรของสโมสรการบินฝรั่งเศส และเดินทางกลับประเทศไทยในปีเดียวกัน โดยกลับมาเข้ารับราชการในกรมจเรทหารช่าง รับผิดชอบด้านการบิน ณ สนามม้าสระปทุม

เมื่อมีการตั้งกองบินทหารบกขึ้น นายพันตรี หลวงอาวุธสิขิกร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยบังคับการ จากนั้นอีก 4 ปีให้หลัง ก็ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานของกรมอากาศยานทหารบกเป็นท่านแรก และได้รับแต่งตั้งให้เป็น นายพันเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ ในปี 2467

จากนั้น ในปี 2475 นายพันตรี หลวงอาวุธสิขิกร ได้เข้ารับตำแหน่งเจ้ากรมอากาศยานต่อจากนายพลตรี พระยาเฉลิมอากาศ และได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็น “นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์” เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2491

นาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต (บุพการีทหารอากาศ 3)

นาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต

นาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต

เกิดที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร ชื่อเดิมคือ ทิพย์ เกตุทัต ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 3 นายทหารให้ไปเรียนวิชาการบินที่ประเทศฝรั่งเศสขณะที่มียศเป็นร้อยโท และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก ขณะกำลังศึกษา

ทั้งนี้ แม้ว่าในระหว่างเข้ารับการศึกษา นายร้อยเอก ทิพย์ เกตุทัต จะประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกจนได้รับบาดเจ็บ แต่ก็พักรักษาตัวจนสามารถกลับมาศึกษาต่อได้จนสำเร็จวิชาการบิน ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทยในปี 2456 จากนั้น เข้ารับราชการในกรมจเรทหารช่าง โดยรับผิดชอบด้านการบิน ณ สนามม้าสระปทุม (ราชกรีฑาสโมสร)

นายร้อยเอก ทิพย์ เกตุทัต ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บังคับการกองบินทหารบก ร่วมกับนายพันตรี หลวงอาวุธสิขิกร หลังจากกระทรวงกลาโหมได้ก่อตั้งกองการบินทหารบกขึ้น ต่อมา นายร้อยเอก ทิพย์ เกตุทัต ได้ประดิษฐ์ “หีบเครื่องเขียนใบแจ้งเหตุแบบเกตุทัต พ.ศ. 2458” ขึ้น เพื่อไว้ใช้ส่งข่าวจากเครื่องบิน จึงได้รับการยกย่องจากกระทรวงกลาโหม

ในปี 2461 นายร้อยเอก ทิพย์ เกตุทัพ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกองบิน กรมอากาศยานทหารบก และเลื่อนยศเป็นนายพันตรี จากนั้น หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ เป็นผู้บังคับการกองบินทหารบก กองทหารอาสา ในครั้งที่ไปราชการสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกรมอากาศยาน เป็นผู้อำนวยการกองโรงงานอากาศยาน กระทั่งในปี 2479 ได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็นนายนาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต

โดยทั้ง 3 ท่าน ได้รับการยกย่องให้เป็นบุพการีของกองทัพอากาศ ในฐานะที่ได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาวิชาการบินเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทย และได้นำวิชาความรู้ที่ได้รับมาช่วยพัฒนากิจการการบินของชาติได้เจริญก้าวหน้าเรื่อยมา

และนี่ก็คือเรื่องราวความเป็นมาของกิจการการบินของประเทศไทย นำมาซึ่งการกำหนดให้วันที่ 13 มกราคมของทุกปี เป็น “วันการบินแห่งชาติ”

ภาพจาก สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย, องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
– สำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย
องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ปี 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ปี 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ปี 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานบัตรอวยพรปีพุทธศักราช 2560 แก่ประชาชนชาวไทย และผู้ที่ปฏิบัติงานถวายในโครงการพระราชดำริ มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่9 ,พระราชินีฯ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานบัตรอวยพรปีพุทธศักราช 2560 แก่ประชาชนชาวไทย และผู้ที่ปฏิบัติงานถวายในโครงการพระราชดำริต่าง ๆ โดย ด้านหน้า ของบัตรอวยพรพระราชทาน มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่ตรงกลาง ด้านล่างเป็นพระปรมาภิไธย ภปร. และพระนามาภิไธย สก.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ส.ค.ส. ปี 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานบัตรอวยพรปีพุทธศักราช 2560

เมื่อเปิดบัตรอวยพรทางด้านซ้ายของบัตรอวยพร มีข้อความ B.E.2560 (2017) บรรทัดต่อมา มีคำว่า Season ‘s Greetings and Best Wishes for the New Year จากนั้นเป็นลายพระหัตถ์พระปรมาธิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และที่ด้านล่างของบัตรอวยพร มีข้อความ Her Majesty Queen Sirikit and the Royal Family of Thailand ส่วนที่ด้านขวาของบัตรอวยพร มีพระปรมาภิไธย ภปร. อยู่ด้านบนตรงกลางภาพ ขนาบด้วยพระนามาภิไธย สก. และพระปรมาภิไธย วปร.

ส่วนด้านล่างเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงฉายคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่ในกรอบวงกลม ด้านล่างพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัคราชกุมารี และพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี