นักลงทุนสัมพันธ์

ประวัติความเป็นมา


ปี 2557


ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2557 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทดำเนินการดังนี้

  • แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด
  • เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 0.25 บาท
  • เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 70,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 280,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท เป็น 120,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 480,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท โดยมีรายละเอียดการจัดสรรดังนี้

1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 80,000,000 หุ้น จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น
2. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 120,000,000 หุ้น จัดสรรให้แก่ประชาชนทั่วไป บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วครั้งที่ 6 จาก 70,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 280,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 360,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท โดยเสนอขายหุ้นและจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น ที่ราคาตามมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท

ปี 2556


บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนครั้งที่ 5 จาก 44,400,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 4,440,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็น 70,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 7,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยเสนอขายหุ้นและจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานบางส่วนที่ราคาตามมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท

บริษัทฯ ซื้อหุ้น ingreen เพิ่มจากผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช่บุคคลที่เกี่ยวข้องกันจำนวน 5,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ที่ราคาตามมูลค่าทางบัญชีของ ingreen ณ ขณะนั้น ส่งผลให้บริษัทฯ มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ใน ingreen ร้อยละ 99.98 และทำให้ ingreen มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ

ปี 2554


บริษัทฯ ร่วมก่อตั้งบริษัท อินโนว์ กรีน โซลูชั่น จำกัด (“ingreen”) กับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกันด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท โดยบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49.99 เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โอโซน

ปี 2545- 2553


บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (“บริษัทฯ”) เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2545 โดยนายนพชัย วีระมาน และกลุ่มเพื่อน ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 200,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เพื่อประกอบธุรกิจหลักผลิตและจำหน่ายพัดลมไอน้ำ โดยบริษัทฯ เป็นรายแรกที่มีการวิจัยและพัฒนาพัดลมไอน้ำ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาอากาศร้อนในสถานที่ที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้

บริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 4 ครั้งจาก 2,000,000 บาท เป็น 44,400,000 บาทในปี 2552 แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 4,4400,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยเสนอขายหุ้นและจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยที่การเพิ่มทุนครั้งที่ 4 บริษัทฯ ได้เสนอขายและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนบางส่วนจำนวน 44.0,000 หุ้น ให้กับบริษัทร่วมทุน เค-เอสเอ็มอี จำกัด (“K-SME”) ที่ราคาหุ้นละ 20 บาท (มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท)

ในปี 2551 บริษัทฯ ได้รับรางวัล PM Award ประจำปี 2551 (Prime Minister’s Export Award 2008) ประเภทใช้ตราสินค้าตัวเอง (Thai-Owned Brand)

ในปี 2552 บริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 3 รายร่วมลงนามในสัญญาร่วมลงทุนและสัญญาระหว่าผู้ถือหุ้นกับ K-SME (รายละเอียดปรากฏตามหัวข้อ 9.3 ข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น) นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มทดลองนำเข้าพัดลมไอเย็นซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่มาจำหน่ายภายในประเทศ