เลือกหน้า

ในปัจจุบัน เครื่องฟอกอากาศ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกครอบครัวต้องมีติดบ้าน เช่นเดียวกับ ทีวี ตู้เย็นหรือพัดลม โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่วนกลับมาทุกปีในช่วงฤดูหนาว ปัญหามลพิษทางอากาศ หรือแม้กระทั่งสิ่งปนเปื้อน เชื้อรา เชื้อโรคที่ลอยอยู่ในบ้านเราเอง ซ้ำในช่วง 2 ปีให้หลังมานี้ ยังมีการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 อีกด้วย ซึ่งทุกปัญหาที่กล่าวมานี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งสิ้น บางคนอาจได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เช่น แสบตา แสบจมูก เจ็บคอ ไอ จาม ในขณะที่บางคนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนำไปสู่ชีวิต เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับปอด รวมถึงมะเร็งปอด เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหวาดกลัว ส่งผลให้ เครื่องฟอกอากาศ กลายเป็นที่ต้องการของใครหลายคน เพราะด้วยประสิทธิภาพการทำงานของมัน สามารถฆ่าเชื้อโรคในอากาศ และฟอกอากาศในบ้านของคุณให้บริสุทธิ์ได้ เมื่อบ้านปลอดเชื้อ คุณก็ปลอดภัยนั่นเอง

แน่นอนว่าเครื่องฟอกอากาศที่ดีสามารถกรองฝุ่น ควัน เชื้อรา เชื้อโรค หรือไวรัสบางชนิดในบ้านของคุณได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ วิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ด้วยเช่นกัน หากเราเลือกได้เหมาะสม เครื่องฟอกอากาศนั้นก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน หากคุณเลือกผิด! ไม่ว่าเครื่องนั้นจะดีแค่ไหน แต่การทำงานอาจไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็นได้ ดังนั้น มาสเตอร์คูล ขอแนะนำวิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ให้ได้ประสิทธิภาพและเหมาะกับคุณที่สุด!

วิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศควรพิจารณาอะไรบ้าง?

1. Room size ขนาดห้อง

สิ่งแรกที่ผู้ซื้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ คือ ขนาดห้องหรือพื้นที่การใช้งานที่เหมาะสมกับค่าอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์(CADR) เพราะถ้าหากพื้นที่ใช้งานใหญ่เกินกว่าพื้นที่ที่เครื่องฟอกอากาศรองรับ จะทำให้ฟอกอากาศไม่ทั่วถึงหรือไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรและยังทำให้เครื่องกินไฟอีกด้วย
วิธีการคำนวณ
โดยส่วนมาก เครื่องฟอกอากาศ จะกำหนดพื้นที่เป็นตารางเมตร (ตร.ม.) เนื่องจากเป็นค่ามาตรฐานสากลและเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ
วิธีคำนวณ ขนาดพื้นที่เป็นตารางเมตร ใช้สูตร ความกว้าง X ความยาว = ตารางเมตร
เช่น นายคูลต้องการซื้อเครื่องฟอกอากาศ นายคูลจึงนำเครื่องวัดไปวัด(ตลับเมตร) ได้พื้นที่ กว้าง 4 เมตร และยาว 5 เมตร
นายเอจึงได้คำนวณตามสูตรดังนี้ X = 4 x 5 ได้เท่ากับ 20 ตารางเมตรนั่นเอง

2. ค่า CADR อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์

ค่า CADR ย่อมาจาก Clean Air Delivery Rate คือ อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ มีหน่วยเป็นลูกบาศก์ฟุตต่อนาที หรือ CFM ที่ย่อมาจาก Cubic Foot per Minute ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์กรอิสระ AHAM หรือ Association of Home Appliance Manufacturers เป็นค่าบ่งบอกประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศ ยิ่งค่า CADR มากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าอากาศในห้องจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอากาศที่ดีเร็วยิ่งขึ้น

ส่วนปริมาณของค่า CADR ที่เหมาะสมกับขนาดห้องของคุณ โดย AHAM แนะนำว่าค่า CADR ควรจะมีค่ามากกว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่ห้อง โดยเอาพื้นที่ห้องหน่วยเป็นตารางฟุตหารด้วย 1.5 คือค่า CADR ที่ควรจะได้นั่นเอง

วิธีการคำนวณ ค่า CADR ที่เหมาะกับห้อง ใช้สูตรดังนี้
อันดับแรก แปลงค่าพื้นที่ จากตารางเมตรเป็นตารางฟุตก่อน เช่น พื้นที่ขนาด 25 ตร.ม. = 25 x 10.764 ฟุต (1 ตร.ม.) = 269.1 ตารางฟุต
จากนั้น นำค่าที่ได้มาหารด้วย 1.5 เช่น 269.1 ÷ 1.5 = 179.4 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที
สรุป ค่า CARD ที่เหมาะสมกับห้องขนาด 25 ตร.ม. = 179.4 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที

3. Air Volume ค่าความเร็วลม

Air Volume หรือที่บางคนเรียกว่า Air Flow คือค่าความเร็วลม เป็นตัวที่บ่งบอกว่าเครื่องฟอกอากาศสามารถฟอกอากาศและปล่อยอากาศบริสุทธิ์ได้เร็วแค่ไหน ดังนั้นยิ่งค่า Air Flow สูงมาก ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้รวดเร็วมากเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น มีห้องเปล่า 2 ห้อง ที่มีขนาดและฝุ่นในห้องเท่ากัน ทั้งสองห้องมีการเปิดใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพเท่ากันทุกอย่าง จะแตกต่างกันก็แค่ ค่าความเร็วลม โดยเครื่องฟอกอากาศในห้องที่หนึ่ง สามารถส่งลมที่ผ่านการกรองแล้วได้ □(3/1) (3 รอบ/1ชม.) ผ่านไป 10 นาที อากาศในห้องที่หนึ่งก็เริ่มสะอาดขึ้นครึ่งหนึ่งของห้องเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มฟอกอากาศ และจะสะอาดหมดทั่วทั้งห้องหลังจากผ่านไป 20 นาที ในขณะที่ห้องที่สอง ค่าความเร็วลมสามารถส่งอากาศบริสุทธิ์ออกมาได้ชั่วโมงละ □(1/1) หมายความว่า คุณจะต้องรอถึง 1 ชั่วโมงกว่าอากาศทั้งหมดในห้องจะสะอาดนั่นเอง

4. ค่า Air Change

มาตรฐานคุณภาพอากาศที่ดี

ค่า Air Change หรืออัตราการระบายอากาศในพื้นที่ของเครื่องฟอกอากาศ ต้องได้ค่าตามมาตรฐาน วสท. 3010 ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และมาตรฐานระบบวิศวกรรม HVAC ของ ASHRAE Standard 62.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีค่าอัตราการระบายอากาศในพื้นที่ (Air Change) ไม่ต่ำกว่า 3 รอบหมุนเวียนอากาศ/ชั่วโมง จึงจะถือว่าเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับขนาดห้อง

5. Primary Air Filter Types ชนิดของแผ่นกรองอากาศ

Primary Air Filter Types ชนิดของแผ่นกรองอากาศ

ขึ้นชื่อว่าเครื่องฟอกอากาศแล้ว แผ่นกรอง ถือเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญของเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งโดยส่วนมากเครื่องฟอกอากาศจะมีแผ่นกรองอากาศหลักๆอยู่ทั้งหมด 3 แผ่นด้วยกัน หรือในบางเครื่องอาจจะมากถึง 4-5 แผ่น แต่หลักๆแล้วเครื่องฟอกอากาศที่ดีจะต้องมีแผ่นกรองอากาศ ทั้งหมด 3 แผ่น ดังต่อไปนี้

1.แผ่นกรองอากาศชั้นต้น (Pre Filter)

เป็นแผ่นกรองหยาบ ทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่ 5 ไมครอนขึ้นไป เช่น เส้นผม รังแค เกสรดอกไม้ ก่อนที่จะเข้าไปยังแผ่นกรองอากาศ HEPA เป็นลำดับต่อไป โดยจะอยู่ชั้นนอกสุดของเครื่องกรองอากาศ มีลักษณะเป็นตาข่ายขนาดเล็ก สามารถนำมาล้างทำความสะอาดได้

2.แผ่นกรองอากาศ HEPA Filter

HEPA (ย่อมาจากคำว่า “High Efficiency Particulate Air” หรือ “High Efficiency Particulate Absorption“) เป็นแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ที่มีความสามารถในการกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆได้ โดยคุณสมบัติแผ่นกรองชนิดนี้สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ไมครอน รวมไปถึงกรองเชื้อรา แบคทีเรีย มลพิษต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี

3.แผ่นกรองคาร์บอน (Activated Carbon Filter หรือ Deodorizing Filter)
โดยแผ่นกรองคาร์บอนนี้ผลิตมาจากถ่านกัมมันต์ มีลักษณะสีเข้ม มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ทำหน้าที่ในการกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร รวมไปถึงสารฟอลมาลดีไฮด์ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย อย่างเช่นกลิ่นสี กลิ่นย้ำยาย้อมผม น้ำยาทาเล็บ และสารเคมีต่างๆ เป็นต้น

 

6. ระบบฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ

นอกจากมีระบบการฟอกอากาศที่ดีแล้ว หลายแบรนด์ก็มีการนำเทคโนโลยีอื่นๆเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีกด้วย ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีเทคโทโลยีที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระบบ UV ฆ่าเชื้อโรค , ระบบActive plasma ion ฆ่าเชื้อโรคและยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค ,ระบบปล่อยประจุไฟฟ้า หรือปล่อยไออน (IONIZER) เป็นต้น

• หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค (UV Sterilizing Lamp)

หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค (UV Sterilizing Lamp) เป็นรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่อยู่ในแสงแดด โดยส่วนมากจะใช้รังสีประเภท UVC ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอย่าง เชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศ ได้เป็นอย่างดี

• ระบบActive plasma ion ฆ่าเชื้อโรคและยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค

• ตัวปล่อยประจุไฟฟ้าหรือปล่อยไออน (IONIZER)

ฟังก์ชันนี้ช่วยในการกรองอากาศ ลดปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมากๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ด้วยการ ปล่อยประจุไฟฟ้าลบ (ANION หรือ Negative Ion) ออกไปในอากาศเพื่อดักจับฝุ่นในอากาศทำให้ฝุ่นละอองมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วตกลงพื้น หรือ เมื่อฝุ่นลอยเข้ามาใกล้ๆเครื่องฟอกอากาศ มันก็จะถูกพัดลมดูดอากาศ ดูดเข้าไปในเครื่องอีกทีนั่นเอง

7. Noise lever หรือระดับเสียง

หากคุณกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศที่ไว้ใช้งานในห้องนั่งเล่นข้อนี้อาจไม่น่ากังวลเท่าไหร่ แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศไว้ใช้สำหรับห้องนอนแล้วละก็ ข้อนี้เป็นอีก 1 ข้อ ที่คุณควรพิจารณาร่วมด้วย โดยควรเลือกเครื่องที่มีการทำงานในระดับเสียงประมาณ 30-31 เดซิเบล(ในการทำงานระดับต่ำสุด) หรือในปัจจุบันมีเครื่องฟอกอากาศบางรุ่น ที่มีโหมดสำหรับการพักผ่อน (Sleep mode) ด้วย

8. อะไหล่และบริการหลังการขาย

เมื่อต้องตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ นอกจากต้องพิจารณาเรื่องของระบบการทำงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาไว้ล่วงหน้าเลยก็คืออะไหล่และบริการหลังการขายที่คุณต้องพิจารณาเป็นพิเศษ หากเกิดปัญหาภายหลังจะสามารถหาซื้ออะไหล่เหล่านั้นได้จากที่ไหน รวมถึงการดูแลหลังการขาย หากเครื่องเสียหรือต้องเปลี่ยนอะไหล่จะสามารถส่งซ่อมและซื้อเปลี่ยนได้ที่ไหน มีหน้าร้านหรือศูนย์บริการที่ไหนบ้าง หากมีศูนย์บริการทั่วประเทศ หรือมี Call Center ที่สามารถปรึกษาปัญหาได้ทุกเมื่อก็จะดีมากๆ