เลือกหน้า
เครื่องฟอกอากาศ VS เครื่องฆ่าเชื้อโรคแตกต่างกันอย่างไร

เครื่องฟอกอากาศ VS เครื่องฆ่าเชื้อโรคแตกต่างกันอย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน ควันเสียจากรถยนต์ ฝุ่นPM2.5 หรือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตเพียงใด อีกทั้งเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกคนยิ่งหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น หาวิธีการป้องกันตนเองต่าง ๆ เช่น เมื่ออยู่นอกบ้านจะใส่ หน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ ส่วนในบ้าน ในรถ หรือเคหะสถานต่าง ก็จะหาผลิตภัณฑ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค เช่น เครื่องฟอกอากาศในบ้าน เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ หรือ เครื่องอบโอโซนฆ่าเชื้อโรค นั่นเอง

แต่หลายคนยังมีข้อสงสัย คำถามระหว่าง เครื่องฟอกอากาศ และ เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ว่าแตกต่างกันอย่างไร ควรจะซื้ออะไรดี วันนี้ มาสเตอร์คูล จึงขอมาไขข้อสงสัย ข้อแตกต่างของ “เครื่องฟอกอากาศ” และ “เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ” ว่าแตกต่างกันอย่างไรกันนะ?

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ “เครื่องฟอกอากาศ” และ “เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ” กัน

เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศ รุ่น MTK-AP06

เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier หรือ Air Cleaner) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ใช้ในการกำจัดสิ่งสกปรก แปลกปลอมต่าง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย รวมถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นสารเคมี กลิ่นอับ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพทางเดินหายใจ

ขั้นตอนการฟอกอากาศ

หลักการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ

หลักการทำงานของเครื่องฟอกอากาศนั้น เป็นการหมุนเวียนอากาศภายในห้อง เพื่อปรับคุณภาพอากาศในห้อง โดยรดึงอากาศภายในห้องเข้าไปในเครื่อง ผ่านการกรองในชั้นแผ่นกรองและตัวกรองชั้นต่าง ๆ เพื่อดักจับฝุ่นละออง เชื้อโรค และกลิ่นไม่พึงประสงค์ สร้างอากาศบริสุทธิ์ ปล่อยออกมาในห้องหมุนเวียนทดแทนอากาศเดิม ซึ่งการหมุนเวียนอากาศภายในห้องที่ได้มาตรฐานตามมาตรฐาน วสท. 3010 ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และมาตรฐานระบบวิศวกรรม HVAC ของ ASHRAE Standard 62.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องมากกว่า 3 รอบการหมุนเวียนอากาศต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถพิจารณาคำนวณค่าหมุนเวียนอากาศที่มีประสิทธิภาพจากขนาดห้องกับค่าCADRของเครื่องฟอกอากาศนั้นๆ

เครื่องฆ่าเชื้อโรค

เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ รุ่น AS60

เครื่องฆ่าเชื้อโรค (Sterilizer) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ฆ่าเชื้อโรค ยับยั้งและลดปริมาณเชื้อโรค ที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นผิวสัมผัส ซึ่งปัจจุบันมีวิธีฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับวิธีการใดที่ตรงความต้องการและปลอดภัยสำหรับเราและครอบครัว เช่น เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ใช้ระบบActive Plasma Ion เครื่องอบโอโซนฆ่าเชื้อโรคที่ใช้ระบบการอบโอโซนในห้อง เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวีอบฆ่าเชื้อ เครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาสารเคมี ฯลฯ

เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบActive Plasma Ion
เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบOzone
เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบuv
เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบHEPA FILTER

หลักการทำงานของเครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ

หลักการทำงานของเครื่องฆ่าเชื้อโรค เพื่อฆ่าเชื้อโรค และหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคในทันที มีเทคโนโลยีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อโรคที่ได้รับความนิยมเป็นที่รู้จัก ได้แก่ Active plasma ion ,UV , อบโอโซน ,พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งใน 4 เทคโนโลยีฆ่าเชื้อโรคนี้เป็นเทคโนโลยีที่สามารถฆ่าเชื้อโรคที่ลอยในอากาศ ยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค มีข้อเด่น ข้อด้อยแตกต่างกันไป โดยเทคโนโลยีฆ่าเชื้อโรคนั้นเทคโนโลยีอบโอโซน เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับฆ่าเชื้อโรคที่ดีที่สุด ไม่มีสารเคมี ตกค้าง ฆ่าเชื้อโรคได้ทุกผิวสัมผัส ทุกซอกทุกมุม รวมถึงเชื้อโรคที่ลอยในอากาศ และที่สะสมในเครื่องปรับอากาศ ไม่ทำลายอุปกรณ์เครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ


ข้อแตกต่างของ “เครื่องฟอกอากาศ” และ “เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ”

ข้อแตกต่างระหว่างเครื่องฟอกอากาศและเครื่องฆ่าเชื้อโรค

วิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับคุณที่สุด

วิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับคุณที่สุด

ในปัจจุบัน เครื่องฟอกอากาศ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกครอบครัวต้องมีติดบ้าน เช่นเดียวกับ ทีวี ตู้เย็นหรือพัดลม โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่วนกลับมาทุกปีในช่วงฤดูหนาว ปัญหามลพิษทางอากาศ หรือแม้กระทั่งสิ่งปนเปื้อน เชื้อรา เชื้อโรคที่ลอยอยู่ในบ้านเราเอง ซ้ำในช่วง 2 ปีให้หลังมานี้ ยังมีการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 อีกด้วย ซึ่งทุกปัญหาที่กล่าวมานี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งสิ้น บางคนอาจได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เช่น แสบตา แสบจมูก เจ็บคอ ไอ จาม ในขณะที่บางคนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนำไปสู่ชีวิต เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง โรคเกี่ยวกับปอด รวมถึงมะเร็งปอด เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหวาดกลัว ส่งผลให้ เครื่องฟอกอากาศ กลายเป็นที่ต้องการของใครหลายคน เพราะด้วยประสิทธิภาพการทำงานของมัน สามารถฆ่าเชื้อโรคในอากาศ และฟอกอากาศในบ้านของคุณให้บริสุทธิ์ได้ เมื่อบ้านปลอดเชื้อ คุณก็ปลอดภัยนั่นเอง

แน่นอนว่าเครื่องฟอกอากาศที่ดีสามารถกรองฝุ่น ควัน เชื้อรา เชื้อโรค หรือไวรัสบางชนิดในบ้านของคุณได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับ วิธีการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ด้วยเช่นกัน หากเราเลือกได้เหมาะสม เครื่องฟอกอากาศนั้นก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน หากคุณเลือกผิด! ไม่ว่าเครื่องนั้นจะดีแค่ไหน แต่การทำงานอาจไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็นได้ ดังนั้น มาสเตอร์คูล ขอแนะนำวิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ให้ได้ประสิทธิภาพและเหมาะกับคุณที่สุด!

วิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศควรพิจารณาอะไรบ้าง?

1. Room size ขนาดห้อง

สิ่งแรกที่ผู้ซื้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ คือ ขนาดห้องหรือพื้นที่การใช้งานที่เหมาะสมกับค่าอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์(CADR) เพราะถ้าหากพื้นที่ใช้งานใหญ่เกินกว่าพื้นที่ที่เครื่องฟอกอากาศรองรับ จะทำให้ฟอกอากาศไม่ทั่วถึงหรือไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรและยังทำให้เครื่องกินไฟอีกด้วย
วิธีการคำนวณ
โดยส่วนมาก เครื่องฟอกอากาศ จะกำหนดพื้นที่เป็นตารางเมตร (ตร.ม.) เนื่องจากเป็นค่ามาตรฐานสากลและเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ
วิธีคำนวณ ขนาดพื้นที่เป็นตารางเมตร ใช้สูตร ความกว้าง X ความยาว = ตารางเมตร
เช่น นายคูลต้องการซื้อเครื่องฟอกอากาศ นายคูลจึงนำเครื่องวัดไปวัด(ตลับเมตร) ได้พื้นที่ กว้าง 4 เมตร และยาว 5 เมตร
นายเอจึงได้คำนวณตามสูตรดังนี้ X = 4 x 5 ได้เท่ากับ 20 ตารางเมตรนั่นเอง

2. ค่า CADR อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์

ค่า CADR ย่อมาจาก Clean Air Delivery Rate คือ อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ มีหน่วยเป็นลูกบาศก์ฟุตต่อนาที หรือ CFM ที่ย่อมาจาก Cubic Foot per Minute ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์กรอิสระ AHAM หรือ Association of Home Appliance Manufacturers เป็นค่าบ่งบอกประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศ ยิ่งค่า CADR มากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าอากาศในห้องจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอากาศที่ดีเร็วยิ่งขึ้น

ส่วนปริมาณของค่า CADR ที่เหมาะสมกับขนาดห้องของคุณ โดย AHAM แนะนำว่าค่า CADR ควรจะมีค่ามากกว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่ห้อง โดยเอาพื้นที่ห้องหน่วยเป็นตารางฟุตหารด้วย 1.5 คือค่า CADR ที่ควรจะได้นั่นเอง

วิธีการคำนวณ ค่า CADR ที่เหมาะกับห้อง ใช้สูตรดังนี้
อันดับแรก แปลงค่าพื้นที่ จากตารางเมตรเป็นตารางฟุตก่อน เช่น พื้นที่ขนาด 25 ตร.ม. = 25 x 10.764 ฟุต (1 ตร.ม.) = 269.1 ตารางฟุต
จากนั้น นำค่าที่ได้มาหารด้วย 1.5 เช่น 269.1 ÷ 1.5 = 179.4 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที
สรุป ค่า CARD ที่เหมาะสมกับห้องขนาด 25 ตร.ม. = 179.4 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที

3. Air Volume ค่าความเร็วลม

Air Volume หรือที่บางคนเรียกว่า Air Flow คือค่าความเร็วลม เป็นตัวที่บ่งบอกว่าเครื่องฟอกอากาศสามารถฟอกอากาศและปล่อยอากาศบริสุทธิ์ได้เร็วแค่ไหน ดังนั้นยิ่งค่า Air Flow สูงมาก ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้รวดเร็วมากเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น มีห้องเปล่า 2 ห้อง ที่มีขนาดและฝุ่นในห้องเท่ากัน ทั้งสองห้องมีการเปิดใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพเท่ากันทุกอย่าง จะแตกต่างกันก็แค่ ค่าความเร็วลม โดยเครื่องฟอกอากาศในห้องที่หนึ่ง สามารถส่งลมที่ผ่านการกรองแล้วได้ □(3/1) (3 รอบ/1ชม.) ผ่านไป 10 นาที อากาศในห้องที่หนึ่งก็เริ่มสะอาดขึ้นครึ่งหนึ่งของห้องเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มฟอกอากาศ และจะสะอาดหมดทั่วทั้งห้องหลังจากผ่านไป 20 นาที ในขณะที่ห้องที่สอง ค่าความเร็วลมสามารถส่งอากาศบริสุทธิ์ออกมาได้ชั่วโมงละ □(1/1) หมายความว่า คุณจะต้องรอถึง 1 ชั่วโมงกว่าอากาศทั้งหมดในห้องจะสะอาดนั่นเอง

4. ค่า Air Change

มาตรฐานคุณภาพอากาศที่ดี

ค่า Air Change หรืออัตราการระบายอากาศในพื้นที่ของเครื่องฟอกอากาศ ต้องได้ค่าตามมาตรฐาน วสท. 3010 ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ และมาตรฐานระบบวิศวกรรม HVAC ของ ASHRAE Standard 62.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีค่าอัตราการระบายอากาศในพื้นที่ (Air Change) ไม่ต่ำกว่า 3 รอบหมุนเวียนอากาศ/ชั่วโมง จึงจะถือว่าเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับขนาดห้อง

5. Primary Air Filter Types ชนิดของแผ่นกรองอากาศ

Primary Air Filter Types ชนิดของแผ่นกรองอากาศ

ขึ้นชื่อว่าเครื่องฟอกอากาศแล้ว แผ่นกรอง ถือเป็นหนึ่งหัวใจสำคัญของเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งโดยส่วนมากเครื่องฟอกอากาศจะมีแผ่นกรองอากาศหลักๆอยู่ทั้งหมด 3 แผ่นด้วยกัน หรือในบางเครื่องอาจจะมากถึง 4-5 แผ่น แต่หลักๆแล้วเครื่องฟอกอากาศที่ดีจะต้องมีแผ่นกรองอากาศ ทั้งหมด 3 แผ่น ดังต่อไปนี้

1.แผ่นกรองอากาศชั้นต้น (Pre Filter)

เป็นแผ่นกรองหยาบ ทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่ 5 ไมครอนขึ้นไป เช่น เส้นผม รังแค เกสรดอกไม้ ก่อนที่จะเข้าไปยังแผ่นกรองอากาศ HEPA เป็นลำดับต่อไป โดยจะอยู่ชั้นนอกสุดของเครื่องกรองอากาศ มีลักษณะเป็นตาข่ายขนาดเล็ก สามารถนำมาล้างทำความสะอาดได้

2.แผ่นกรองอากาศ HEPA Filter

HEPA (ย่อมาจากคำว่า “High Efficiency Particulate Air” หรือ “High Efficiency Particulate Absorption“) เป็นแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ที่มีความสามารถในการกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆได้ โดยคุณสมบัติแผ่นกรองชนิดนี้สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ไมครอน รวมไปถึงกรองเชื้อรา แบคทีเรีย มลพิษต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี

3.แผ่นกรองคาร์บอน (Activated Carbon Filter หรือ Deodorizing Filter)
โดยแผ่นกรองคาร์บอนนี้ผลิตมาจากถ่านกัมมันต์ มีลักษณะสีเข้ม มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ทำหน้าที่ในการกรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นอาหาร รวมไปถึงสารฟอลมาลดีไฮด์ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย อย่างเช่นกลิ่นสี กลิ่นย้ำยาย้อมผม น้ำยาทาเล็บ และสารเคมีต่างๆ เป็นต้น

 

6. ระบบฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ

นอกจากมีระบบการฟอกอากาศที่ดีแล้ว หลายแบรนด์ก็มีการนำเทคโนโลยีอื่นๆเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีกด้วย ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีเทคโทโลยีที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระบบ UV ฆ่าเชื้อโรค , ระบบActive plasma ion ฆ่าเชื้อโรคและยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค ,ระบบปล่อยประจุไฟฟ้า หรือปล่อยไออน (IONIZER) เป็นต้น

• หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค (UV Sterilizing Lamp)

หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค (UV Sterilizing Lamp) เป็นรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่อยู่ในแสงแดด โดยส่วนมากจะใช้รังสีประเภท UVC ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอย่าง เชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศ ได้เป็นอย่างดี

• ระบบActive plasma ion ฆ่าเชื้อโรคและยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรค

• ตัวปล่อยประจุไฟฟ้าหรือปล่อยไออน (IONIZER)

ฟังก์ชันนี้ช่วยในการกรองอากาศ ลดปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมากๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ด้วยการ ปล่อยประจุไฟฟ้าลบ (ANION หรือ Negative Ion) ออกไปในอากาศเพื่อดักจับฝุ่นในอากาศทำให้ฝุ่นละอองมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วตกลงพื้น หรือ เมื่อฝุ่นลอยเข้ามาใกล้ๆเครื่องฟอกอากาศ มันก็จะถูกพัดลมดูดอากาศ ดูดเข้าไปในเครื่องอีกทีนั่นเอง

7. Noise lever หรือระดับเสียง

หากคุณกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศที่ไว้ใช้งานในห้องนั่งเล่นข้อนี้อาจไม่น่ากังวลเท่าไหร่ แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศไว้ใช้สำหรับห้องนอนแล้วละก็ ข้อนี้เป็นอีก 1 ข้อ ที่คุณควรพิจารณาร่วมด้วย โดยควรเลือกเครื่องที่มีการทำงานในระดับเสียงประมาณ 30-31 เดซิเบล(ในการทำงานระดับต่ำสุด) หรือในปัจจุบันมีเครื่องฟอกอากาศบางรุ่น ที่มีโหมดสำหรับการพักผ่อน (Sleep mode) ด้วย

8. อะไหล่และบริการหลังการขาย

เมื่อต้องตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ นอกจากต้องพิจารณาเรื่องของระบบการทำงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาไว้ล่วงหน้าเลยก็คืออะไหล่และบริการหลังการขายที่คุณต้องพิจารณาเป็นพิเศษ หากเกิดปัญหาภายหลังจะสามารถหาซื้ออะไหล่เหล่านั้นได้จากที่ไหน รวมถึงการดูแลหลังการขาย หากเครื่องเสียหรือต้องเปลี่ยนอะไหล่จะสามารถส่งซ่อมและซื้อเปลี่ยนได้ที่ไหน มีหน้าร้านหรือศูนย์บริการที่ไหนบ้าง หากมีศูนย์บริการทั่วประเทศ หรือมี Call Center ที่สามารถปรึกษาปัญหาได้ทุกเมื่อก็จะดีมากๆ

ประโยชน์ของเครื่องผลิตนํ้ายาฆ่าเชื้อโรคจำเป็นมากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของเครื่องผลิตนํ้ายาฆ่าเชื้อโรคจำเป็นมากกว่าที่คุณคิด

ดีอย่างไร? ประโยชน์ของเครื่องผลิตนํ้ายาฆ่าเชื้อโรคจำเป็นมากกว่าที่คุณคิด

          ในปัจจุบันสถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาด การดูแลตนเองถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยอย่างมาก นอกจากต้องระวังความเสี่ยงจากภายนอกบ้านแล้ว การใส่ใจดูแลเรื่องภายในบ้านก็ถือเป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน MASTERKOOL มีผลิตภัณฑ์และตัวช่วยทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านของคุณ ในราคาคุ้มค่า สุดประหยัด และไม่มีสารเคมีเจือปนแต่อย่างใด มาฝากทุกคนค่ะ

โดยการใช้เพียงน้ำประปาผสมกับเกลือชนิดโซเดียมคลอไรด์ ผ่านการทำงานด้วยประจุไฟฟ้า จึงทำให้เกิดเป็นโซเดียมไฮเปอร์คลอไรด์ ซึ่งอยู่ในเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรค มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัสและแบคทีเรีย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย

          ประโยชน์ของเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรค สามารถทำได้หลายอย่างมากกว่าที่คุณคิด ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันภายในบ้านของคุณ เช่น ล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อโรค  ทำความสะอาดร่องบริเวณท่อระบายน้ำ เพื่อระงับกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ อีกทั้งยังฆ่าเชื้อโรค เช็คทำความสะอาดพื้นผิวในบ้าน เป็นต้น

         นอกจากนี้ ในกรณีที่บ้านมีสัตว์เลี้ยงนั้น เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก็สามารถใช้งานกับสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย เช่น เช็ดทำความสะอาดบริเวณพื้นรอบ ๆ หรือบริเวณกระบะทราย ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงของคุณ

 

เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยังสามารถใช้ในการแช่หรือล้างผัก ผลไม้ได้ เพื่อล้างสารพิษหรือยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ที่ติดมากับผัก ผลไม้

          หรือแม้แต่ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก หากต้องการทำความสะอาดของเล่นให้ลูกของคุณ เครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถใช้ทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องใช้น้ำยาที่มีราคาสูง อีกทั้งยังปลอดภัยต่อเด็ก และเด็กก็สามารถใช้งานทำความสะอาดได้เอง

หากสนใจสินค้าสามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่
Line Official : @masterkoolfan แฟนเพจ Facebook : Masterkool หรือทางเว็บไซต์ Shop.masterkool.com
ทั้งนี้สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ shopee, Lazada, JD Central และตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณค่ะ
ครั้งหน้าทาง Masterkool จะมาแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่าลืมเข้ามาอ่านและติดตามกันนะคะ สวัสดีค่ะ

ทำไมพัดลมไอเย็น MASTERKOOL ถึงไม่ต้องใช้เจลเย็น

ทำไมพัดลมไอเย็น MASTERKOOL ถึงไม่ต้องใช้เจลเย็น

ทำไมพัดลมไอเย็น masterkool ถึงไม่ต้องใช้เจลเย็น

          ในช่วงหน้าร้อนที่กำลังมาถึงนี้ หลายบ้านมีโอกาสซื้อพัดลมไอเย็นมาใช้ทดแทนแอร์เพราะเนื่องจากช่วยเซฟค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น และสิ่งที่เรามักจะได้มากับพัดลมไอเย็นยี่ห้ออื่น เมื่อซื้อทุกครั้ง คือ เจลเย็น หรือ Cooling Gel เป็นของแถมเพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณรู้สึกเย็นมากขึ้น แต่จริงๆแล้ว พัดลมไอเย็นหากใช้เพียงแค่น้ำอย่างเดียวไม่ต้องพึ่งแผ่นเจล ก็เย็นฉ่ำได้

          ด้วยกระบวนการทำความเย็นของพัดลมไอเย็นจากมาสเตอร์คูล ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เจลเย็นเพราะมีหลักการให้น้ำไหลผ่านแผ่น *Cooling Pad หรือแผ่นรังผึ้งถึง 3 ด้าน* เมื่อใช้ไปสักครู่น้ำที่อยู่ในถังพักน้ำก็จะมีอุณหภูมิลดลง ทำให้เกิดความเย็นขึ้นในน้ำและลม ที่ออกมาจะมีความเย็นเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้ Cooling Gel เพิ่มความเย็นขึ้นแต่อย่างใด!!

          ใช้เพียงแค่น้ำเท่านั้น!! ก็เย็นได้อย่างรวดเร็ว อุณหภูมิลดลงอย่างน้อย 5 องศาเมื่อมีอากาศถ่ายเท เพียงแค่ 10 -15 นาทีเท่านั้น  มาสเตอร์คูลท้าพิสูจน์ให้คุณทดลองด้วยตัวเองได้แล้ววันนี้

หากสนใจสินค้าสามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่
Line Official : @masterkoolfan แฟนเพจ Facebook : Masterkool หรือทางเว็บไซต์ Shop.masterkool.com
ทั้งนี้สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ ฆhopee, Lazada, JD Central และตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณค่ะ และครั้งหน้าทาง Masterkool จะมาแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่าลืมเข้ามาอ่านและติดตามกันนะคะ สวัสดีค่ะ

*ยกเว้น พัดลมไอเย็น MIK-06EX  และ MIK-08EC*

เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ AS01 เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ใด?

เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ AS01 เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ใด?

เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ AS01 เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ใด?

ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ทุกคนทราบกันดีว่ายังคงอยู่กับเราไปอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะร้อน หนาว หรือแม้กระทั่งอากาศชื้นที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ต่ำ ซึ่งให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งการดูแลเบื้องต้นของทุกคนก็คือต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ล้างมือให้สะอาด และรักษาระยะห่างอยู่เสมอ

นอกจากการดูแลตนเองให้ระมัดระวังจากเชื้อไวรัสในอากาศแล้ว สิ่งที่เราไม่ควรเพิกเฉยเหมือนกัน คือ การดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้าน ที่พักอาศัยอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าจะมองด้วยตาเปล่าแล้ว อาจมองเห็นว่าสะอาดจริง แต่ก็อาจจะมีเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้อยู่รอบบริเวณนั้น ซึ่งเชื้อโรคนั้นอาจลอยอยู่ในอากาศ เมื่อเราสูดอากาศหายใจเข้าไป ผลกระทบที่ตามมาอาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เป็นต้น หากมีตัวช่วยอย่างเครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ AS01 น่าจะทำให้คุณสบายใจขึ้นไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ

วันนี้ Masterkool จะมาไขข้อสงสัยแนะนำเป็นเกร็ดความรู้ให้ทุกคนทราบว่าเครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ AS01 สามารถใช้งานในบริเวณพื้นที่ห้องแบบไหนได้บ้าง ไปดูกันค่ะ

เครื่องฆ่าเชื้อโรคในอากาศ AS01 มีระบบการทำงานในการช่วยฆ่าเชื้อโรคภายในอากาศและโหมดฟอกอากาศภายในห้องให้บริสุทธิ์ ซึ่งในกรณีที่เราต้องการฆ่าเชื้อโรคภายในห้องควรเปิดโหมด Ozone และปิดห้องให้สนิททุกครั้ง ห้ามมีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในห้อง แต่หากมีคนอาศัยอยู่ภายในห้องก็สามารถเปิดโหมด Anion ฟอกอากาศให้ดีขึ้นได้ โดยสามารถใช้ได้กับทุกห้อง เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องครัว แม้แต่ห้องทำงาน หรือห้องประชุมก็สามารถใช้งานได้

เพียงแค่นี้อากาศภายในห้องของคุณจะสะอาดและปราศจากเชื้อโรคได้เลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงโควิด-19แบบนี้ ควรมีติดบ้านไว้น่าจะเป็นทางออกในการช่วยรักษาสุขภาพที่ดีของคุณอีกช่องทางเลยค่ะ

หากสนใจสินค้าสามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่
Line Official : @masterkoolfan แฟนเพจ Facebook : Masterkool หรือทางเว็บไซต์ shop.masterkool.com
ทั้งนี้สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ shopee, Lazada, JD Central และตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณค่ะ และครั้งหน้าทาง Masterkool จะมาแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่าลืมเข้ามาอ่านและติดตามกันนะคะ สวัสดีค่ะ

แผ่นกรองเครื่องฟอกอากาศใช้งานยาวนานเท่าไหร่?

แผ่นกรองเครื่องฟอกอากาศใช้งานยาวนานเท่าไหร่?

แผ่นกรองเครื่องฟอกอากาศใช้งานยาวนานเท่าไหร่?

ในปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศกำลังเป็นที่รู้จักจำนวนมาก หลายที่เริ่มเห็นมีการนำเครื่องฟอกอากาศมาใช้กันมากแล้ว ซึ่งไม่ได้มีแค่ภายในบ้านเท่านั้น แต่รวมไปถึงร้านอาหาร หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องแอร์ ก็หันมาใช้เครื่องฟอกอากาศเหมือนกัน เป็นเพราะว่าสามารถช่วยฟอกอากาศภายในให้บริสุทธิ์ขึ้นได้ดีขึ้นและปลอดเชื้อโรคได้ด้วย

และในช่วงนี้สภาพอากาศค่อนข้างอยู่ในระดับไม่ปกติ ซึ่งจะเห็นว่ามีฝุ่น PM2.5 ลอยอยู่ในอากาศค่อนข้างมาก วันนี้ Masterkool จึงจะมาให้ความรู้ว่าเครื่องฟอกอากาศสามารถใช้งานได้ยาวนานเท่าไหร่ และแต่ละรุ่นควรมีระยะเวลาเปลี่ยนแผ่นกรองตอนไหน ลองไปดูกันค่ะ

โดยเครื่องฟอกอากาศถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง “ซึ่งความทนทานและระยะเวลาการใช้งานขึ้นอยู่กับว่าเราใช้งานน้อยหรือใช้งานมากแค่ไหน” แต่ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่ต้องเปลี่ยนเป็นประจำ ได้แก่ แผ่นกรองเพราะมีอายุการใช้งานกำหนดไว้

ซึ่งสำหรับแผ่นกรองเครื่องฟอกอากาศของ Masterkool จะมีระยะเวลากำหนดไว้ ดังนี้

  • เครื่องฟอกอากาศ Masterkool รุ่น AP01 – แผ่นกรองจะมีแจ้งเตือนให้เปลี่ยน
  • เครื่องฟอกอากาศ Masterkool รุ่น AP03 – แผ่นกรองมีอายุการใช้งาน 1,500 ชั่วโมง
  • เครื่องฟอกอากาศ Masterkool รุ่น AP04 – แผ่นกรองมีอายุการใช้งาน 3,000 ชั่วโมง
  • เครื่องฟอกอากาศ Masterkool รุ่น AP05 – แผ่นกรองมีอายุการใช้งาน 2,000 ชั่วโมง

ซึ่งในเครื่องฟอกอากาศของ Masterkool จะมีระบบแจ้งเตือนเปลี่ยนแผ่นกรอง ทำให้ผู้ใช้งานทราบว่าครบกำหนดต้องเปลี่ยนแผ่นกรอง เพราะหากแผ่นกรองที่ใช้เกินอายุการใช้งานจะไม่สามารถดักจับฝุ่นละออง และกรองกลิ่นได้เหมือนเดิม

เครื่องฟอกอากาศเป็นอีกไอเทมที่ทุกบ้านควรมีติดไว้ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคุณและคนที่คุณรัก การอยู่ในสถานที่ ๆ มีอากาศบริสุทธิ์ ได้รับอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายเป็นเรื่องสำคัญนะคะ

หากสนใจสินค้าสามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่

      Line Official : @masterkoolfan แฟนเพจ Facebook : Masterkool หรือทางเว็บไซต์ shop.masterkool.com

ทั้งนี้สามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ shoppee, Lazada, JD Central และตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณค่ะ และครั้งหน้าทาง Masterkool จะมาแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่าลืมเข้ามาอ่านและติดตามกันนะคะ สวัสดีค่ะ